บทสรุปงาน Apple : เปิดตัว iOS 7, iPhone 5S, iPhone 5C

LB_8364[1]

ในงานเปิดตัวสินค้าค่ำคืนวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา Apple ได้เปิดตัวสินค้าหลายๆ อย่างด้วยกัน บางอย่างก็เป็นของใหม่ บางอย่างก็เป็นการเปิดตัวซ้ำอย่างเป็นทางการ และอย่างแรกที่ถูกพูดถึงก็คือ iOS 7 นั่นเอง

iphone2013-0022[1]

iOS 7 คืนนี้แนะนำโดย Craig Federighi (ตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่าย Software Engineering) ออกมาพูดว่าเปิดตัว iOS 7 ไปเมื่องาน WWDC ที่ผ่านมา โดย 3 เดือนที่ผ่านมาก็ได้ออกเวอร์ชันทดสอบให้นักพัฒนามาหลายรุ่นด้วยกัน โดยฟีเจอร์นั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Command Center ที่ลากจากด้านล่างขึ้นมาเพื่อปรับแต่งการทำงานหลายๆ อย่าง, Parallax Wallpaper ที่ทำให้เคลื่อนไหวตามหน้า Home Screen ได้ หรือ Notification Center ที่ลากจากด้านบนได้ในหน้า Lock Screen, หน้า Search ที่หาได้จากทุกแห่ง (ไม่ต้องเปิด Spotlight), หรือแม้กระทั่ง Siri ฉลาดกว่าเดิม รวมไปถึงสามารถเพิ่มเสียง Siri ใหม่ได้ โดยเสียงล่าสุดจะเป็นเสียงผู้ชาย (สำหรับ American English)

นอกจากนี้ยังมีอีกมากมาย ถ้าจะกล่าวให้หมดคงต้องใช้เวลาอย่างมาก สำหรับกำหนดดาวน์โหลดนั้นจะเริ่มให้คนทั่วไปใช้งานได้ในวันที่ 18 กันยายนนี้ อีกแค่เจ็ดวันเท่านั้น

iphone2013-0051[1]

นอกจากนี้ยังประกาศแอพตระกูล iWork ทั้ง 5 ตัวจะกลายเป็นแอพฟรี ได้แก่ Keynote, Pages, Number, iPhoto, iMovie นั่นเอง (เฉพาะบน iOS)

iPhone 5C

iphone2013-0069[1]

iPhone 5C ถูกเปิดตัวในงานนี้ โดยมีสีสันทั้งหมด 5 สีด้วยกัน ได้แก่ เขียว ขาว ฟ้า ชมพู เหลือง บอดี้เป็นพลาสติกโพลีคาร์บอร์เนตชุบแข็ง สร้างแบบ Unibody และมีการใช้โลหะเสริมกำลังด้านในอีกด้วย ทำให้ทนทานกว่าที่เห็นภายนอก นอกจากนี้โลหะดังกล่าวยังถูกใช้เป็นเสาสัญญาณโทรศัพท์อีกด้วย

สำหรับสเปคภายในนั้นยังคงเหมือนกับ iPhone 5 แทบทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยประมวลผลอย่าง Apple A6 (Dual Core), กล้องขนาด 8 Megapixel, หน้าจอขนาด 4 นิ้ว (แผงตรวจจับการสัมผัสอยู่บนหน้าจอ) แต่แบตเตอรีมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย สรุปสั้นๆ ว่าเป็น iPhone 5 จับใส่บอดี้พลาสติกและมีสีสันมากขึ้น (เท่านั้นจริงๆ) สำหรับแบคกราวด์ตอนเปิดเครื่องครั้งแรกนั้นจะเป็นสีเดียวกับบอดี้เครื่อง

iphone2013-0087[1]

สำหรับการเปิดตัว iPhone 5C นั้นมาพร้อมกับเคสเสริม ราคา $29 ด้วยครับ (ราคาประมาณ 950 บาท)

iPhone 5S

iphone2013-0140[1]

หลังจากเปิดตัว iPhone 5C ไป ก็กลับมาเปิดตัวโทรศัพท์เรือธงประจำปีอย่าง iPhone 5S ด้วย โดย iPhone 5S นั้นแม้จะมีรูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนเดิม (พร้อมสีใหม่ ได้แก่สีทอง และสีเงิน) สเปคโดยรวมแล้วได้รับการอัพเกรด พร้อมฟีเจอร์ใหม่สามอย่างที่ทาง Apple ถือว่าเป็น Key Feature ด้วยกัน

iphone2013-0148[1]

หน่วยประมวลผลใหม่ Apple A7 จะรองรับการทำงานแบบ 64 Bit (แต่ยังสามารถใช้แอพ 32-Bit ได้อย่างเต็มที่เช่นกัน) สำหรับผู้ใช้งานไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นโดยรวมประมาณ 2 เท่าด้วยกัน ส่วนนักพัฒนาโปรแกรมบน iOS สามารถเขียนแบบ 32-Bit ต่อไปได้ หรือถ้าจะเปลี่ยนเป็น 64-Bit เพื่อดึงประสิทธิภาพให้เต็มที่ (จะเร็วกว่าเดิมอีก 30% โดยประมาณ) ก็สามารถทำได้ไม่ยากนัก เนื่องจาก Xcode รองรับทั้งหมดแล้ว

iphone2013-0152[1]

iphone2013-0153[1]

ทาง Apple บอกว่าถ้าเทียบกับ iPhone รุ่นแรกแล้วล่ะก็ จะเร็วกว่ากันถึง 40 เท่าเลยทีเดียว (ขอย้ำ 40 เท่านะ ไม่ใช่ 40%)

iphone2013-0154[1]

นอกจากนี้จะรองรับ OpenGL ES 3.0 อีกด้วย (ก่อนหน้านี้ Android ประกาศรองรับไปก่อนหน้าแล้ว) นอกจากนี้เกมส์แรกที่ประกาศตัวใช้ฟีเจอร์ Apple A7 ก็คือ Infinity Blade 3 นั่นเอง

iphone2013-0174[1]

นอกจากนี้ในชิป A7 จะมีชิปย่อย ชื่อว่า M7 อีกด้วย จะทำหน้าที่คอยตรวจจับการเคลื่อนที่ต่างๆ รวมไปถึงเซนเซอร์อย่าง Accelerometer, Gyroscope, Compass ด้วย หลังจากนี้การอ่านค่าต่างๆ จะไม่ต้องส่งไปให้ CPU อีกต่อไป ชิป M7 จะเข้ามารับหน้าที่นี้แทน (และแน่นอน iOS 7 รองรับฟีเจอร์เหล่านี้อย่างครบถ้วน)

iphone2013-0177[1]

สำหรับอายุแบตเตอรีก็ตามนี้ครับ โดยส่วนตัวแล้วเรื่องพวกนี้เชื่อถือยาก เพราะมีตัวแปรด้านการทดสอบเยอะอยู่ไม่น้อย

LB_8331[1]

เรื่องต่อมาก็คือกล้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นตลอดช่วงเวลาหลายปีของ iPhone นั่นเองครับ ซึ่งกล้องบน iPhone 5S จะมีรูรับแสง F2.2 (กว้างกว่าเดิม ถ่ายในที่มืดได้ดีขึ้น) มีเซนเซอร์รับแสงใหญ่ขึ้นอีก 15% รวมถึงซอฟท์แวร์ที่จะทำการปรับ White Balance, Exposure อัตโนมัติ เรียกว่า Dynamic Local Tone Map, และ Autofocus Matrix Metering

iphone2013-0179[1]

Dynamic Local Tone Map – สำหรับการปรับโทนสีนั้นภาพข้างบนอาจจะอธิบายได้ง่าย เราจะเห็นว่าภาพด้านบนนั้นถูกยิงแฟลชเข้าที่แบบ โดยภาพซ้ายไม่มี Dynamic Local Tone Map ทำให้สีออกมาดูไม่เป็นธรรมชาติ ในขณะที่ภาพขวาเปิดใช้งาน ทำให้ได้สีออกไปในโทนธรรมชาติมากกว่า

iphone2013-0183[1]

Burst Mode – คือการยิงชัตเตอร์ถ่ายรูปรัวๆ นั่นเองครับ โดยจะยิงภาพทั้งหมด 10 ภาพต่อวินาที และนำมาเรียงให้เลือก โดยจะเลือกภาพที่คิดว่าดีที่สุดมาให้ หรือจะนำมาร้อยเรียงเป็นภาพเดียวกันก็ได้ (คุ้นๆ เหมือนค่าย Samsung กับ Nokia เพิ่งจะอวดกันไปนะเนี่ยฟีเจอร์เนี้ย)

LB_8385[1]

Slow Motion – อันนี้คงไม่ต้องอธิบายมากนัก ตัวกล้องของ iPhone 5S สามารถถ่ายภาพช้าได้สูงสุดที่ 120 FPS (ภาพปกติมีอัตราเฟรมอยู่ที่ 25 FPS ทำให้สามารถถ่ายภาพให้ช้าลงได้ถึงเกือบๆ 5 เท่าด้วยกัน)

LB_8364[1]

True Tone Flash – หลายๆ ครั้งเราอาจจะพบว่าการถ่ายภาพนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่เราต้องการ โดยปัจจัยหนึ่งอาจจะเกิดจากแสงแฟลชที่ผิดเพี้ยน ทาง Apple จึงใส่แฟลชเข้ามาใน iPhone 5S จำนวน 2 ตัวด้วยกัน อันหนึ่งเป็นแสงโทนร้อน ส่วนอีกอันเป็นแสงโทนเย็น ทำให้ถ่ายได้ในทุกสถานการณ์

LB_8424[3]

เรื่องสุดท้ายก็คือการรักษาความปลอดภัย Apple เปิดตัวตัวอ่านลายนิ้วมือชื่อ Touch ID โดยจะซ่อนตัวอยู่หลังปุ่ม Home มีขนาดเซนเซอร์บางขนาด 170 Micron และอ่านลายนิ้วมือได้ถึง 500 PPI รองรับหลายนิ้วได้ แปลว่าสามารถสำรองลายนิ้วมือกันพลาดบาดเจ็บจนใช้บางนิ้วสัมผัสไม่ได้ชั่วคราว

LB_8438[1]

สำหรับเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือนี้สามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อกหน้าจอ หรือแทนการใส่พาสเวิร์ดเพื่อจ่ายเงินบน iTunes ได้ สำหรับข้อมูลลายนิ้วมือนี้จะไม่ถูกส่งไปยังเซอร์เวอร์ของ Apple หรืออัพขึ้น iCloud (แน่ละ ลองคิดดูว่าลายนิ้วมือเราโดนเก็บข้อมูลไปสิ!)

LB_8482[1]

และทั้งสามอย่างนี้ (Apple A7, Camera, Touch ID) ก็คือคีย์ฟีเจอร์ของ iPhone 5S นั่นเอง

LB_8487[1]

นอกจากนี้ยังมีเคสสำหรับ iPhone 5S มาวางขายด้วย ราคา $39 (ราคาประมาณ 1,250 บาท)

LB_8497[1]

ประเทศกลุ่มแรกที่จะมี iPhone 5S/5C วางจำหน่ายได้แก่ USA, Australia, Canada ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดิมครับ ที่หลุดโผเข้ามาคือ จีนและสิงค์โปร์ กลายเป็นประเทศกลุ่มแรกที่ได้ iPhone 5S/5C ไปจำหน่าย

LB_8504[1]

สำหรับประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง มีกำหนดจะวางขายภายในปีนี้ รวมๆ แล้ว 100 กว่าประเทศ

สำหรับผู้ที่สนใจราคา ตอนนี้มีราคาคร่าวๆ จากฝั่งสิงคโปรหลุดมาแล้ว สามารถเข้าไปดูได้ (ที่นี่) ครับเนื่องจากในงานเปิดตัวมีแต่ราคาติดสัญญา 2 ปีกับเครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์นั่นเอง

ที่มา: Engadget, The Verge