[Review] Samsung Galaxy J7 Pro โปรแค่ไหนถามใจเธอดู เพิ่มฟีเจอร์รุ่นพี่มาเต็ม

samsung-galaxy-j7proกลายเป็นว่าในปีนี้ Samsung เลือกที่จะใช้คำว่า Pro มาต่อท้ายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความต่างของสมาร์ทโฟนในตระกูล Samsung Galaxy J ที่ในปีที่แล้วใช้การแยกรุ่นใหม่ด้วยการเติม (2016) เข้าไปต่อท้าย ในรุ่นสุดฮิตแห่งปี แต่พอมาในปี 2017 Samsung เลือกที่ใช้คำว่า Pro มาต่อท้ายแทน เริ่มด้วย J7 Pro และจะตามมาด้วย J5 Pro ในเวลาอันใกล้

เมื่อเป็นสมาร์ทโฟนในตระกูลที่ขายดีที่สุดของ Samsung การอัพเดตมาเป็น J7 Pro ในครั้งนี้ ย่อมไม่ธรรมดา เพราะมีการปรับครั้งใหญ่ทั้งดีไซน์ วัสดุที่ใช้ พร้อมกับเพิ่มความละเอียดหน้าจอเป็น Full HD เพิ่มความละเอียดกล้องทั้งหน้าหลังให้ถ่ายภาพในที่แสดงน้อยได้ดียิ่งขึ้น อัดแบตเตอรีมาให้ถึง 3,600 mAh

ที่สำคัญคือมากับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ แบ่งครึ่งจอใช้งาน (Multi-Windows) สามารถใช้งาน LINE / Facebook ได้ 2 ID ในเครื่องเดียว รองรับ Samsung Pay และ Secure Folder ที่แต่ก่อนจะมีเฉพาะในรุ่นไฮเอนด์ด้วย

สเปคของ Samsung Galaxy J7 Pro

หน้าจอ Super AMOLED 5.5 นิ้ว Full HD 401ppi
หน่วยประมวลผล Exynos 7870 Octa-Core 1.6 GHz 64bit
การเชื่อมต่อ 4G LTE (Cat6) / Dual-Nano SIM / Wi-Fi / Bluetooth 4.2 / NFC
หน่วยความจำ RAM 3GB / ROM 32GB / MicroSD up to 256 GB
กล้องหลัก 13 ล้านพิกเซล f/1.7 LED Flash
กล้องหน้า 13 ล้านพิกเซล f/1.9 LED Flash + Screen Flash
เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
แบตฯ 3,600 mAh
ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 7. 0Nougat
ขนาด 152.4 x 74.7 x 8.0 มิลลิเมตร
สีที่วางจำหน่าย สีทอง สีดำ และสีชมพู
ราคา 10,900 บาท

j7pro

ภาพรวมของดีไซน์ Samsung Galaxy J7 Pro ยังเป็นสมาร์ทโฟนที่เน้นจอใหญ่เป็นหลัก ประกอบกับด้วยเทรนด์ของสมาร์ทโฟนที่ใช้วัสดุเป็นโลหะได้รับความนิยมมากขึ้น Samsung จึงจับทั้ง 2 ส่วนมาผสมกันกลายออกมาเป็น J7 Pro ที่ให้ความหรูหรา และแข็งแรงทนมือในการใช้งานยาวๆ

IMG_8192_mxphone

หน้าจอของ J7 Pro จะมากับขนาด 5.5 นิ้ว ที่คราวนี้อัพเกรดขึ้นมาเป็นจอ Super AMOLED ความละเอียด Full HD 1080p ให้ความละเอียดเม็ดสีถึง 401ppi ที่สำคัญคือตัวขอบกระจกเป็นแบบโค้ง 2.5D เพิ่มความสวยงามของหน้าจอ และกับรูดนิ้วใช้งานให้ได้ประสบการณ์ที่ดีขึ้น

IMG_8186_mxphone

ด้านบนของหน้าจอจะมีลำโพงสนทนา และโลโก้ Samsung สกรีนอยู่ พร้อมกับเซ็นเซอร์ และกล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล โดยมีไฟแฟลชมาให้ใช้งานด้วย ส่วนด้านล่างหน้าจอจะมีปุ่มโฮม (ต้องกดลงไป) ที่เป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้วย พร้อมกับปุ่มสัมผัส Recent Apps และ ย้อนกลับอยู่ข้างๆ

IMG_8180_mxphone

หลังเครื่องของ J7 Pro จะมีการเล่นลายของสายอากาศรับสัญญาณที่ทำให้ตัวเครื่องดูแข็งแรง และน่าจะสนใจขึ้น พร้อมกับโลโก้แบรนด์ Samsung สีเงินที่เจาะลงไปในฝาหลัง พร้อมกับตัวกล้องหลัก 13 ล้านพิกเซล และไฟแฟลชที่วางให้ลึกลงไปจากระนาบฝาหลังช่วยป้องกันรอยขีดข่วนบนหน้าเลนส์

IMG_8197_mxphone IMG_8196_mxphone IMG_8194_mxphone IMG_8195_mxphoneรอบๆเครื่องทางฝั่งซ้ายจะเป็นปุ่มเพิ่มลดเสียง ถาดใส่ซิมหลัก และถาดใส่ซิมรอง กับไมโครเอสดีการ์ด ฝั่งขวามีปุ่มเปิดปิดเครื่อง และช่องลำโพง ด้านบนเครื่องจะถูกปล่อยว่างไว้ และพอร์ตที่เหลืออย่างช่องเสียบหูฟัง พอร์ต MicroUSB จะถูกรวมมาไว้ด้านล่าง พร้อมกับรูไมโครโฟนสนทนา

IMG_8193_mxphoneในภาพรวมแล้วต้องยอมรับว่า Samsung มีการพัฒนาในแง่ของดีไซน์ให้ดูทันสมัยขึ้น ขยับขึ้นมาจากสมัยที่ใช้ตัวเครื่องเป็นพลาสติก จนมาเป็นโลหะเหมือนกับในตระกูล Galaxy A ซึ่งจะทำให้กลายเป็นจุดขายหลักของเครื่องในตระกูลนี้ต่อไปก็ได้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่เลือกซื้อจะเน้นที่ความทนทานในการใช้งานเป็นหลัก

มาถึงในแง่ของฟีเจอร์การใช้งาน J7 Pro ถือเป็นสมาร์ทโฟนในระดับกลางราคาหมื่นบาท แต่มีการนำฟังก์ชันที่แต่เดิม Samsung ปล่อยให้ใช้งานในสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์อย่าง Galaxy S เป็นหลัก ก่อนขยายมาสู่ Galaxy A และล่าสุดปล่อยมาให้ใช้กันใน J7 Pro

s004

ฟังก์ชันที่ว่าคือระบบอย่าง Samsung Pay ที่ผสานการทำงานเข้ากับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยในการระบุตัวตนของผู้ใช้งาน เข้ากับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ด้วยการใส่บัตรเครดิต เพื่อใช้ตัว J7 Pro ชำระเงินแทน ไม่จำเป็นต้องหยิบบัตรเครดิตออกมา

s002

พร้อมกับฟังก์ชันอย่าง Secure Folder หรือการแยกแอป และข้อมูลที่สำคัญ เข้าไปเก็บไว้ภายในโฟลเดอร์พิเศษ ที่ในการจะเข้าถึงได้จำเป็นต้องปลดล็อกด้วยรหัสผ่าน หรือสแกนลายนิ้วมือเพื่อเข้าใช้งาน ที่สำคัญคือปัจจุบันมีการพัฒนาให้สามารถเชื่อมต่อข้อมูลนอกโฟลเดอร์เพื่อนำมาใช้งานร่วมกันได้ ทำให้สะดวกขึ้นอีก

s010

ต่อเนื่องจาก Secure Folder เมื่อตัวเครื่องสามารถแยกแอปที่ 2 ออกมาใช้งานได้ เลยทำให้ J7 Pro สามารถนำความสามารถดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับแอปโซเชียลเน็ตเวิร์ก และแชตแพลตฟอร์มต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นการลง LINE Messenger Facebook และแอปแชตอื่นๆ ได้ ทำให้สามารถใช้ 2 แอคเคาท์ได้ในเครื่องเดียว

Samsung เรียกการแยกแอปซ้อนออกมาว่าเป็น ระบบ ‘Dual Messenger’ ที่จะเหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการพกสมาร์ทโฟน 2 เครื่อง แต่ต้องการแยกการใช้งานระหว่างในชีวิตประจำวัน กับเรื่องงานออกจากกัน อาจจะเหมาะกับพ่อค้าแม่ค้าที่มี LINE หรือ Facebook แยกไว้ขายของ ทำให้สามารถติดต่อกับลูกค้าได้สะดวกขึ้น

โดยการใช้งาน Dual Messenger จะเริ่มจากการที่ผู้ใช้มีการติดตั้งแอปโซเชียลเน็ตเวิร์กที่รองรับ เมื่อติดตั้งเสร็จจะมีการแจ้งเตือนขึ้นมาว่าต้องการเปิดใช้งาน Dual Messenger หรือไม่ ถ้าต้องการก็สามารถกดเปิดใช้งานได้ทันที ตัวระบบจะทำการลงแอปเพิ่มเติมให้ แยกได้จากสัญลักษณสีส้มที่มุมขวาล่างของไอค่อน

s016

ที่นี้มาดูถึงอินเตอร์เฟสการใช้งานโดยรวมใน J7 Pro ที่กลายเป็น Touch Wiz เวอร์ชั่นเดียวกับบน Samsung Galaxy S8 และ S8+ โดยผู้ใช้สามารถสลับหน้าจอหลัก กับหน้า App Drawer ได้ด้วยการปาดนิ้วขึ้นลง รวมถึงการแสดงผลการแจ้งเตือนต่างๆ ที่ถูกปรับให้ดูง่ายขึ้น ใช้งานสะดวกขึ้น

s008

Always On Display ถือเป็นอีกฟีเจอร์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาให้แก่ J7 Pro ที่จะเป็นเหมือนภาพพักหน้าจอ ที่จะแสดงนาฬิกา วันที่ สถานะแบตเตอรี และการแจ้งเตือนต่างๆ เพื่อข่วยให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องกดเปิดจอขึ้นมาดู โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปเลือกรูปแบบของนาฬิกา และภาพพื้นหลังเพิ่มเติมได้ หรือจะเลือกปิดใช้งานก็ได้เช่นกัน

s006 s007

หน้าจอการตั้งค่า และการปรับแต่งคุณสมบัติเครื่องต่างๆยังอยู่ครบ และถูกทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น พร้อมมีคำแนะนำในการตั้งค่ามาให้ด้วย

s013

อินเตอร์เฟสกล้อง ก็ถูกปรับมาให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น สามารถปาดขวาเพื่อเลือกโหมดถ่ายภาพต่างๆ ปาดซ้ายเพื่อเลือกเอฟเฟกต์ภาพ ปาดขึ้นหรือลงเพื่อสลับกล้องหน้าหลังได้ทันที โดยยึดอินเตอร์เฟสมาเหมือนใน S8 พร้อมกับพัฒนาคุณภาพของกล้องให้ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น

20170711_150719

ในส่วนของกล้องหน้า J7 Pro นอกจากมีการใส่แฟลขหน้ามาให้ใช้แล้ว ยังมีการทำงานร่วมกับหน้าจอที่จะเปลี่ยนภาพเป็นสีขาว ช่วยเพิ่มความสว่างจากแสงไฟหน้าจอ ทำให้ภาพที่ได้จากการถ่ายเซลฟี่เวลากลางคืนชัดเจน และให้แสงที่สว่างขึ้นมาก

s014

ส่วนชองโหมดถ่ายภาพแบบโปร ผู้ใช้จะสามารถเลือกปรับ ISO ได้ระหว่าง 100 – 800 พร้อมกับปรับชดเชยแสง และ White Balance เท่านั้น ส่วนโหมดอื่นๆที่มีให้เลือกจะมีทั้งพาโนราม่า ถ่ายต่อเนื่อง HDR ถ่ายกลางคืน กีฬา และภาพพร้อมเสียง หรือไปดาวน์โหลดโหมดอื่นๆเพิ่มเติมได้

s003

อีกจุดที่น่าสนใจคือตัว Fingerprint Sensor หรือเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ที่แม้ว่าตัวเซ็นเซอร์จะไปอยู่ตรงปุ่มโฮม ที่เป็น Hard Button (ต้องกดเพื่อใช้งาน ไม่ได้เป็นปุ่มสัมผัส) แต่ตัวเซ็นเซอร์สามารถทำงานได้ โดยไม่ต้องกดเปิดหน้าจอขึ้นมา แค่วางนิ้วที่ตั้งไว้ลงไปก็จะเปิดการทำงานของเครื่องขึ้นมาทันที

s015

นอกจากนี้ ก็ยังมีฟังก์ชันอย่างการใช้งาน 2 ซิมการ์ด ซิมแรกเชื่อมต่อ 3G/4G ซิม 2 สามารถสแตนบายบนเครือข่าย 3G ได้ (Full Netcom 3.0) โดยที่ไม่ได้เป็นถาดซิมแบบ Hybrid เพราะสามารถใส่ใช้งาน 2 ซิม + ไมโครเอสดีการ์ดได้ทันที

s011

การแบ่งหน้าจอใช้งาน (Multi-Windows) ที่สามารถแบ่งหน้าจอให้แชต หรือเล่น Facebook ไปพร้อมกับดูหนังผ่าน Youtube หรือเล่นเน็ตผ่านเว็บเบราว์เซอร์ไปได้พร้อมๆกัน รวมถึงถ้าเป็นแอปที่รองรับ Pop-Up Windows ก็สามารถใช้งานซ้อนกันได้สูงสุด 5 แอป

เบื้องต้นแอปที่รองรับหลักๆ ก็จะเป็นพวกกล้อง อัลบั้ม เบราวเซอร์ Youtube Facebook LINE Messenger Whatsapp และ twitter ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้หลายๆแอปพร้อมกันได้ เรียกได้ว่าใช้ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

s009

สุดท้าย ที่น่าสนใจที่สุดเลยคือเรื่องของแบตเตอรี ที่ Samsung Galaxy J7 Pro ให้แบตเตอรีมาถึง 3,600 mAh ทดสอบใช้งานด้วยการดู Youtube ต่อเนื่อง ได้ไม่ต่ำกว่า 17 ชั่วโมง ซึ่งถ้านำไปใช้งานทั่วๆไป J7 Pro สามารถใช้ได้ต่อเนื่อง 2 วันสบายๆ

อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่ตัวเครื่อง J7 Pro ไม่ได้มาพร้อมกับระบบ Quick Charge ทำให้ระยะเวลาในการชาร์จแบตจนเต็มใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งถือว่านานไปสักหน่อย และตัวพอร์ตที่ J7 Pro ใช้ก็ยังเป็น MicroUSB ไม่ได้เปลี่ยนมาเป็น USB-C ที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ขึ้นมาแล้ว

s012

ในแง่ของการทดสอบประสิทธิภาพ Samsung Galaxy J7 Pro ทำคะแนน Antutu ได้ราว 47,008 คะแนน ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ใครที่คิดจะซื้อมาเพื่อเล่นเกม ก็ต้องบอกว่าเล่นได้ แต่ถ้าเป็นเกมกราฟิกหนักๆ ก็อาจจะไม่สามารถเปิดแบบความละเอียดสูงได้ แต่อย่าง ROV ถือว่าสบายๆ

j7pro2

โดยรวมแล้ว Samsung Galaxy J7 Pro ถือเป็นสมาร์ทโฟนอีกรุ่นในระดับราคา 10,900 บาท ที่น่าสนใจ ด้วยการใส่ฟังก์ชันเฉพาะอย่าง Samsung Pay / Secure Folder / Dual Messenger มาให้ใช้งาน และทำงานได้อย่างน่าประทับใจ

พร้อมกับในส่วนของการใช้งาน Dual SIM ที่รองรับการสแตนบาย 3G ระยะเวลาการใช้งานแบตที่ต่อเนื่องได้นานกว่า 17 ชั่วโมง เรียกได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ออกมาตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการเสพย์คอนเทนต์ต่างๆผ่านมือถือได้เป็นอย่างดี