[Review] Samsung Galaxy J7+ รุ่นใหญ่ในตระกูลด้วยงานกล้องคู่หน้าชัดหลังละลาย

IMG_8659_mxphone

ก่อนหน้านี้ทีมงาน mxphone ได้มีการ Preview Samsung Galaxy J7+ กันไปในแง่ของเรื่องกล้องถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอกันไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ทดสอบรายละเอียดอื่นๆที่มากับตัวเครื่องของ J7+ ว่ามีอะไรน่าสนใจเพิ่มเติม และกลายเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ Samsung พยามเข็นออกสู่ตลาดในช่วงระดับราคาหมื่นต้นๆมากที่สุดในเวลานี้

แต่ก่อนอื่นมาไล่ดูไลน์สินค้าของ Samsung ในตระกูล Galaxy J7 กันก่อนว่าปัจจุบัน Samsung จะมีสินค้าในไลน์นี้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับราคา 6,490 บาท ในรุ่น J7 Core ไล่มาที่ J7 Prime ในราคา 7,900 บาท J7 Pro ที่ราคา 9,900 บาท จนมาถึง J7+ ที่ราคา 12,900 บาท

ความแตกต่างของทั้ง 4 รุ่นสามารถดูได้จากตารางด้านล่างนี้ โดยมาจากการเปรียบเทียบให้เห็นคร่าวๆภายในเว็บไซต์ของทาง Samsung เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้งาน สามารถดูข้อมูลเบื้องต้นได้ว่า อยากได้สมาร์ทโฟนในช่วงราคาไหน และมีตัวเลือกอะไรน่าสนใจบ้าง

compare-Jแน่นอนว่า จุดเด่นหลักของ J7+ ที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง J7 Pro จะมีในเรื่องของการมีกล้องคู่ หน่วยประมวลผลที่แรงกว่า RAM เพิ่มขึ้นเป็น 4 GB แลกกับความสดใหม่ของเฟิร์มแวร์ที่มีการใส่ฟีเจอร์ในรุ่นท็อปๆอย่าง Always On Display Bixby มาให้ใช้ แต่แบตเตอรีลดลงเหลือ 3,000 mAh

สเปคของ Samsung Galaxy J7+

– หน้าจอ Super AMOLED 5.5 นิ้ว ความละเอียด FullHD
– หน่วยประมวลผล Octa-Core 2.39GHz (Quad 2.39GHz+ 1.69GHz)
– หน่วยความจำ RAM 4GB / ROM 32GB
– ใช้ Nano Sim รองรับการทำงานสองซิมแบบ Hybrid Slot และรองรับหน่วยความจำเสริมแบบ MicroSD Card สูงสุด 256GB
– การเชื่อมต่อ 4G LTE /Wi-Fi 802.11 a/b/g/n และ Bluetooth 4.2
– พอร์ตเชื่อมต่อแบบ Micro USB (USB 2.0)
– กล้องหลังเลนส์คู่ ตัวกล้องหลัก RGB 13 ล้านพิกเซล f/1.7 ตัวกล้องรอง Monochrome ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล f/1.9 มีแฟลช LED
– กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล f/1.9 มีแฟลช LED + Screen Flash
– แบตฯ 3,000 mAh
– ระบบปฏิบัติการ Android 7.1.1 Nougat
– ขนาด 152.4 x 74.6 x 7.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 180 กรัม
– สีที่วางจำหน่าย ทอง /ดำ/ ชมพู
– ราคา 12,900 บาท

IMG_8637_mxphone

ในส่วนของดีไซน์ตัวเครื่อง Samsung Galaxy J7+ จะไม่ได้แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าเท่าไหร่นัก แต่ด้วยการที่หลังๆ Samsung หันมาใช้ตัวเครื่องอะลูมิเนียมทำให้การสัมผัสของตัวเครื่องแข็งแรงขึ้น เมื่อผสมกับขอบเครื่องสีเงินก็จะให้ความหรูหราเพิ่มเติม

ประกอบกับขนาดหน้าจอที่ให้มา 5.5 นิ้ว แบบ SuperAMOLED ความละเอียดแบบ Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) ทำให้พื้นที่ด้านหน้าส่วนใหญ่จะถูกกินไปด้วยหน้าจอสัมผัส ที่สำคัญคือมีการเลือกใช้กระจกโค้งแบบ 2.5D ทำให้เวลาสัมผัสใช้งานบริเวณขอบเครื่องก็จะรู้สึกเรียบเนียนไปกับตัวเครื่อง

IMG_8638_mxphone

ส่วนบนของหน้าจอจะมีช่องลำโพงสนทนา เซ็นเซอร์ และกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ที่ให้ f/1.9 ช่วยให้เวลาถ่ายเซลฟี่สามารถทำฉากหลักเบลอได้ทันที และยังมีไฟแฟลชมาให้ใช้ถ่ายด้วย ถัดลงมาเป็นสัญลักษณ์ ‘Samsung’ สีเงิน

IMG_8639_mxphone

ส่วนล่างหน้าจอจะมีปุ่มโฮม ที่ทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้วย พร้อมปุ่มเรียกดูแอปที่ใช้งานล่าสุด (Recent Apps) และปุ่มย้อนกลับ ขนาบข้างอยู่ โดยในส่วนนี้จะเป็นแบบสัมผัส ที่จะติดไฟขึ้นมาเมื่อมีการสัมผัสโดน

IMG_8641_mxphone

หลังเครื่อง จะเน้นความเรียบเพื่อให้เห็นความหรูหราของอะลูมิเนียม โดยจะมีเส้นเสาอากาศพาดผ่านทั้งส่วนบน และล่าง เหมือนเป็นลายเครื่องไปในตัว ตรงกลางจะเป็นที่อยู่ของจุดเด่นในรุ่นนี้คือกล้องคู่ 13 ล้านพิกเซล f/1.7 คู่กับกล้อง 5 ล้านพิกเซล f/1.9 พร้อมไฟแฟลช และสัญลักษณ์ ‘Samsung’ เช่นเคย

IMG_8644_mxphone IMG_8645_mxphoneIMG_8651_mxphoneรอบๆเครื่องไล่ทางฝั่งซ้ายจะมีปุ่มเพิ่มลดเสียง และถาดใส่ซิมการ์ดที่เป็นแบบ Hybrid SIM คือจะเลือกใส่ 2 นาโนซิมการ์ด หรือเลือกใช้งาน 1 ซิม คู่กับไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มเติมก็ได้ ทางขวาเป็นปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง ที่มีช่องลำโพงอยู่ใกล้ๆด้วย

IMG_8646_mxphone IMG_8647_mxphoneขอบบนจะมีรูไมโครโฟนตัดเสียงอยู่ ส่วนขอบล่างจะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. ไมโครโฟนสนทนา และพอร์ต Micro USB ซึ่งก็น่าเสียดายที่ Samsung ยังไม่เปลี่ยนมาเป็น USB-C เหมือนในรุ่นท็อป แต่เชื่อว่าในรุ่นของปี 2018 น่าจะเปลี่ยนตามกันมาหมดแล้ว

s01

แน่นอนว่า J7+ ก็จะมากับฟังก์ชั่นการใช้งานพื้นฐานทั่วไปของ Samsung UI ในช่วงหลังๆ ไล่ตั้งแต่หน้าจอปลดล็อก ที่สามารถเลือกได้ทั้งสแกนลายนิ้วมือ ใส่รหัส ใส่ Pattern หรือจะเลือกใช้สแกนใบหน้าก็ได้เช่นเดียวกัน

ถัดมาในหน้าจอหลัก นอกจากนำ Widget ต่างๆมาใส่ จับรวมโฟลเดอร์มาไว้บนหน้าจอได้ทันที ส่วนแถบลัดข้างล่างก็สามารถลากสลับสับเปลี่ยนแอปที่ใช้งานบ่อยๆ มาไว้ได้เหมือนกัน หรือจะลากเป็นทั้งโฟลเดอร์มาไว้ก็ได้

การเข้าดูหน้ารวมแอปก็ปรับมาใช้แบบ UI ใหม่แล้วคือใช้การลากนิ้วขึ้น หรือลง ในหน้าจอหลักเพื่อสลับเข้าหน้า App Drawer ซึ่งก็ทำให้ใช้งานได้สะดวกขึ้นด้วย

s02

ในส่วนของแถบ Notification นอกจากการตั้งค่าทั่วไป ปรับความสว่างหน้าจอ ยังสามารถลากลงมาเพื่อดูการตั้งค่าเพิ่มเติมที่มีให้เลือกสลับหน้า โดยมีการคั้งค่าที่น่าสนใจอย่างการเปิดปิดการใช้งาน VoLTE ตัวกรองแสงสีฟ้า เข้าใช้งาน Secure Folder เปิดใช้งาน Always On Display หรือจะเข้าไปเลือกสลับไอค่อนต่างๆก็ทำได้เหมือนเดิม

s07

มาดูกันในส่วนของฟังก์ชันตัวเครื่องที่ทำให้ Samsung Galaxy J7+ มีความน่าสนใจ เพิ่มขึ้นมาจากในรุ่น J7 Pro ก็คือมีการเพิ่มฟังก์ชันอย่าง Always On Display เหมือนในตระกูล A ซีรีส์ หรือใน S และ Note ที่จะเป็นการแสดงผลภาพพักหน้าจอเป็นนาฬิกา และข้อความแจ้งเตือนต่างๆ

พร้อมกับใส่ฟังก์ชันในการตรวจสอบอุปกรณ์ ไว้ล้างหน่วยความจำ (RAM) หรือลบไฟล์ขยะในตัวเครื่อง เข้าไปตรวจสอบความปลอดภัยจากมัลแวร์ต่างๆ ด้วยการสแกนระบบของทาง Samsung ทำให้ตัวเครื่องปลอยภัยมากขึ้น

s04

รวมถึงฟังก์ชันอย่าง Secure Folder ที่จะทำการแยกการเก็บไฟล์ออกจากกัน ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บไฟล์ที่เป็นข้อมูลลับ หรือต้องการป้องกันข้อมูลในส่วนนี้ได้ปลอดภัยมากขึ้น โดยจะทำงานร่วมกับระบบรักษาความปลอดภัยอย่างการสแกนลายนิ้วมือ

s08

โดยใน J7+ จะใช้เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบริเวณปุ่มโฮม สามารถทำการเพิ่มลายนิ้วมือได้สูงสุด 3 นิ้ว และทำงานร่วมกับ Pattern หรือการใส่รหัสผ่านกรณีที่บางจังหวะไม่สามารถสแกนลายนิ้วมือได้ แต่ต้องยอมรับความเซ็นเซอร์มีความแม่นยำมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

s05

ส่วนการตั้งค่าอื่นๆ ก็เป็นไปตามปกติของ Samsung ที่แบ่งการเข้าตั้งค่าออกเป็นการเชื่อมต่อ เสียง การแจ้งเตือน การแสดงผล คุณสมบัติขั้นสูง การบำรุงรักษาอุปกรณ์ แอพ วอลเปเปอร์ ระบบความปลอดภัย การจัดการบัญชีผู้ใช้ การตั้งค่าทั่วๆไป

s06

ในส่วนของคุณสมบัติขั้นสูงที่น่าสนใจ นอกจากตัว Game Launcher ที่เป็นโหมดไว้สำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะ ก็จะมีฟีเจอร์พิเศษอย่างการใช้งานกล้องด่วน ด้วยการกดปุ่มโฮม 2 ครั้ง การใช้งานมัลติวินโดวส์ การจับภาพหน้าจอด้วยการปาดสันมือ การใช้ฟีเจอร์พวก Direct Call Direct Message ที่เป็นจุดเด่นของ Samsung ในช่วงหลังๆ

รวมถึงฟีเจอร์อย่าง Dual Messenger ที่ให้ผู้ใช้สามารถใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กได้ 2 บัญชีผู้ใช้ในเครื่องเดียวกัน ซึ่งก็จะช่วยให้สะดวกสำหรับผู้ที่มี LINE หรือ Facebook 2 อัน ที่อาจจะแบ่งเป็นไว้ใช้ทำงานโดยเฉพาะ เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสารมากที่สุด

s09

สุดท้ายเลยสิ่งที่ทำให้ Samsung Galaxy J7+ กลายเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจในระดับราคา 12,900 บาท หลักๆเลยคือการชูเรื่องของการที่มีกล้องคู่ Dual Camera พร้อมฟังก์ชันอย่าง Live Focus เหมือนใน Note 8 ที่ผู้ใช้สามารถปรับเลือกความเบลอของพื้นหลังได้

20171008_095315 20171006_191635 20171006_191656 20171010_113628 20171010_113622 20171008_135919 20171008_135856 20171008_095428 20171008_100237 20171009_193952

โดยในการใช้งานกล้อง ต้องยอมรับว่า Samsung ทำออกมาให้ใช้งานได้ง่าย มีโหมดโปรมาให้ใช้ในการถ่ายภาพ เผื่อต้องการปรับความเร็วในการถ่ายภาพให้สนุกขึ้น ทำให้โดยรวมๆแล้ว J7+ ทำออกมาให้ได้ใช้งานฟีเจอร์ของรุ่นไฮเอนด์ในระดับราคาต่ำกว่าครึ่ง

s10

ส่วนในแง่ของประสิทธิภาพการทำงาน เมื่อทดสอบ J7+ ผ่าน ​Antutu จะได้คะแนนอยู่ที่ 44,768 คะแนน ส่วนเรื่องการรับ 4G ตัว J7+ รองรับการทำงานแบบ 2CA ทำให้มีโอกาสในการทำความเร็วระดับ 150 Mbps เพื่อใช้งานได้

IMG_8653_mxphone

โดยรวมแล้ว Samsung Galaxy J7+ ถือว่าเป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจของ Samsung ในระดับราคา 12,900 บาท เพราะถือเป็นช่วงราคาที่ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับฟีเจอร์ที่ได้มากขึ้น ซื้อมาแล้วเริ่มมีความรู้สึกว่าต้องคุ้มในการได้ใช้งาน

ทำให้ J7+ ที่มีการชูจุดเด่นในเรื่องของกล้องหลัก Dual Camera ทำให้ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ การมีกล้องหน้าเซลฟี่ที่ละลายหลังได้ มีการใช้งานโซเชียลมีเดีย 2 บัญชี จาก Dual Messenger รวมถึงการการเก็บข้อมูลบน Secure Folder จึงทำให้ J7+ น่าสนใจ ติดอยู่อย่างเดียวคือในตลาดตอนนี้ คู่แข่งในระดับเดียวกันหันไปใช้หน้าจอแบบ FullVision กันหมดแล้ว ทำให้ J7+ อาจจะต้องทำการบ้านในส่วนนี้เพิ่มเติม