ลงลึกกล้องหลัง 3 ตัวของ หัวเว่ย P20 Pro สุดยอดสมาร์ทโฟนที่ DxOMark ให้การการันตี

hadeเรื่องความล้ำของกล้อง ณ ชั่วโมงนี้ เชื่อว่าไม่มีใครเกิน หัวเว่ย P20 Pro สมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปรุ่นล่าสุดของ Huawei ที่ชูจุดแข็งเรื่องการถ่ายภาพอย่างจริงจัง การันตีคุณภาพด้วยคะแนนทดสอบ 109 คะแนนจาก DxOMark เว็บไซต์ที่จัดอันดับคุณภาพของการถ่ายภาพชั้นนำของโลก ซึ่งนับเป็นคะแนนที่สูงที่สุดในกลุ่มอุปกรณ์สมาร์ทโฟนตอนนี้ ขณะที่กระแสตอบรับจากผู้บริโภคทั่วโลกก็แรงเวอร์ไม่ว่าจะเป็นในตลาดจีน ฐานที่มั่นสำคัญของแบรนด์ หรือจะเป็นในไทยเองที่ยอดจอดเข้ามาล้นทะลัก ตั้งแต่ 3 วันแรกที่มีการเปิดให้พรีออเดอร์

Huawei P20 Pro มากับจุดขายที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตาชาวบ้าน ด้วยการเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ใช้กล้องหลัง 3 ตัว (Triple-Camera) แถมยังประทับแบรนด์ของ Leica ผู้ผลิตกล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพระดับพรีเมี่ยมสัญชาติเยอรมนี โดยที่กล้องแต่ละตัวจะมีสเปคไล่จากบนลงล่างดังนี้ครับ

DSC03104

  1. เลนส์เทเล Optical Zoom 3 เท่า ใช้เซ็นเซอร์สี (RGB) ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  2. เลนส์หลักเซ็นเซอร์สี (RGB) ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8
  3. เลนส์เซ็นเซอร์ ขาว-ดำ (Monochrome) ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6

ด้วยคำว่า Pro ห้อยท้ายชื่อ ความสามารถก็ต้องก็จัดเต็มยิ่งกว่า โมเดลพื้นฐานอย่างแน่นอน ไล่กันตั้งแต่การซูมที่ P20 Pro สามารถ Optical Zoom 3 เท่า, Hybrid Zoom 5 เท่า และ Digital Zoom 10 เท่า แถมยังมีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิสี “Color Temperature Sensor” เสริมความแม่นยำด้าน White Balance ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาแบบเอ็กซ์คลูซีพจากทาง Leica

Screenshot_20180404-171630-horz

ขณะที่ตัวเซ็นเซอร์รับภาพที่ตัวกล้องหลักของ P20 Pro ก็มีขนาดใหญ่ถึง 1/1.7 นิ้ว รองรับการถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยได้อย่างเหนือชั้น โดยที่สามารถเร่ง ISO ได้สูงสุดถึง 102400 เทียบเท่ากับกล้องระดับโปร ซึ่งความสามารถส่วนนี้จะใช้งานได้เมื่อกดถ่ายด้วยโหมด Auto เท่านั้น ขณะที่การเลือกจากตัว “Pro Mode” จะได้ ISO สูงสุดที่ 3200

DSC02993

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เป็นอาวุธสำคัญของกล้อง Huawei P20 Series เลยคือ ระบบ “Master AI” ตามสโลแกน “Master Photography Powered by AI” ซึ่งเป็นการนำระบบ AI จากชิป Kirin 970 มาช่วยให้ผู้ใช้ทุกระดับสามารถถ่ายภาพได้แบบมืออาชีพ

DSC03008

ตัว AI ของ P20 Series มีความสามารถด้าน “Scene Recognition” หรือการช่วยตรวจจับและวิเคราะห์ฉากหลังได้มากกว่า 500 แบบ และจำแนกวัตถุต่างๆ ได้ถึง 19 ประเภท แยกเป็น Cat, Food, Group, Natural Colours, Close-up, Night Shot, Text, Greenery, Portrait, Dog, Fireworks, Blue Sky, Flowers, Stage, Document, Sunset, Snow, Waterfall และ Beach  และเมื่อจำแนกได้แล้วก็จะมีการปรับการตั้งค่าของกล้อง หรือเปิดใช้งานโหมดการถ่ายภาพที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ

Screenshot_20180409-194852-horz

นอกจากนี้ตัว AI ก็ยังถูกนำมาช่วยให่การลดความสั่นไหวของภาพ โดยที่ทาง Huawei ให้ชื่อเทคโนโลยีตัวนี้ว่า “Huawei A.I.S” หรือ AI Image Stabilization ซึ่งความดีเลิศของระบบ A.I.S จะเห็นได้อย่างชัดเจนตอนที่ถ่ายในที่แสงน้อย ซึ่งเราสามารถกดถ่ายใน Night Mode ที่จะต้องมีการลากชัตเตอร์ ผสานกับการซ้อนภาพเพื่อดึงรายละเอียดของภาพให้สว่างและคมชัดได้โดยไม่ต้องพึ่งขาตั้งกล้อง

DSC03010

ขณะที่การจับโฟกัสใน P20 Series ก็มีเทคโนโลยี 4D Predictive Focus ซึ่งเป็นระบบโฟกัสโดยคำนวนการเคลื่อนที่ของวัตถุล่วงหน้าแบบ 4D ช่วยให้กล้องไม่หลุดโฟกัสจากตัววัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว แถมผู้ผลิตเองก็ยังมีการลด Shutter lag ในรุ่นนี้ทำให้เราสามารถกดชัตเตอร์แล้วก็เก็บภาพรวดเร็วทันใจ

อวดคุณสมบัติการมาถึงขนาดนี้แล้วเชื่อหลายคนก็คงเกิดคำถามในใจว่าถ้าเอา Huawei P20 Pro ไปเทียบกับเรือธงรุ่นอื่นๆละ ผลงานจะออกมาเป็นเช่นไร? ทาง mxphone ก็เลยจัดให้โดยเอาไปเทียบกับสมาร์ทโฟนระดับเรือธงกล้องคู่จากแบรนด์ระดับแถวหน้าของตลาด 2 แบรนด์ โดยที่เราจะแทนแบรนด์ทั้งสองนี้ว่า “A” กับ “B”

DSC03007

สำหรับการทดสอบเราจะถ่ายแบบ Point&Shoot หรือยกเล็งแล้วถ่ายโดยใช้ระยะเวลาให้น้อยที่สุด ภายใต้ในสภาวะแวดล้อมแบบเดียวกัน และจะพยายามจัดเฟรมของภาพให้ออกมาใกล้เคียงกันมากที่สุด โดยที่ตัว P20 Pro จะเปิดโหมด Auto เพื่อใช้ฟีเจอร์ Scene Recognition ขณะที่อีกสองรุ่นจะเปิดโหมด Auto เช่นกัน ยกเว้น การถ่ายภาพ HDR, Food (ถ้ามี) และ Portrait ที่เราจะปรับทั้งสามรุ่นให้อยู่ในโหมดเดียวกันครับ ส่วนผลที่ได้เป็นดังนี้

  • ถ่ายวิวด้วย Auto Mode สภาวะกลางแจ้ง

8-horz

Huawei P20 Pro ถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยมในสภาวะที่มีแสงจ้า โดยที่ในภาพแรกระบบ AI ของกล้องได้ปรับให้เป็นการถ่ายแบบ “Blue Sky” ทำให้การเกลี่ยสีของท้องฟ้าทำออกมาสวย ขณะที่ดีเทลรายละเอียดของตัวตึกก็เก็บได้อย่างชัดเจน ขณะที่ในภาพสองระบบปรับให้เป็น “Greenery” เนื่องจากมีสัดส่วนสีเขียวของพื้นหญ้ามากกว่า

  • ถ่ายวัตถุด้วย Auto Mode สภาวะกลางแจ้ง

4-horz 11

สำหรับการถ่ายต้นไม้ใบหญ้าและดอกไม้ P20 Pro จะมีการปรับแต่งค่าความสว่างและค่าคอนทราสต์ของภาพ ตามการตรวจจับของ AI แน่นอนว่าทำให้รูปสวยขึ้นเมื่อเทียบกับภาพที่ไม่ได้ปรุงแต่งจากกล้องของแบรนด์ A และ แบรนด์ B

  • ภาพวัตถุด้วย Auto Mode ในสภาวะที่ร่ม

2-horz

ในภาพแรก Huawei P20 Pro มีการตรวจจับได้ว่าตัวแบบเป็นดอกไม้ก็เลยมีการดึงสีให้สดขึ้น ขณะที่ในภาพสองซึ่งสภาพแสงจะมืดกว่าภาพแรกระบบ AI ของกล้องไม่สามารถระบุชนิดของวัตถุแบบได้ ภาพที่ออกมาก็เลยจะเป็นผลงานจากกล้องเพียวๆ รูปติดอันเดอร์ดูทึมๆเล็กน้อย แต่ความคมชัดยังกินขาด ขณะที่ White Balance ถือว่าจัดการได้ดี

  • ถ่ายด้วย HDR Mode

5-horz

จากภาพแรกในโหมด HDR ตัวแบรนด์ A สามารถดึงรายละเอียดออกมาได้เยอะมากๆเมื่อเทียบกับของคู่แข่ง แต่ของ Huawei P20 Pro เองก็เก็บดีเทลได้ดีแม้ถูกแสงส่องมากระทบกับหน้าเลนส์เต็มๆ

  • โหมด Portrait (กลางแจ้ง / ในร่ม/ แสงน้อย)

13 16

เป็นฟีเจอร์พื้นฐานของสมาร์ทโฟนยุคนี้ก็ว่าได้สำหรับโหมดถ่ายภาพบุคคล ซึ่งจากที่ทดสอบการถ่ายแบบกลางแจ้งสภาวะแสงปกติ ภาพของทั้ง 3 รุ่นจะไม่ได้แตกต่างกันมากแต่ก็พอแยกได้จากคาแร็คเตอร์ของกล้อง จนมาถึงภาพในร่มส่วนตัวมองว่าโทนภาพของแบรนด์ B ดูสวยและมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า ขณะที่ของ P20 Pro มีการปรับ White Balance จนสีผิวขาวเกินจริงไปสักหน่อย แต่ถ้าเป็นตัวโบเก้ดูไม่หลอกตาเท่ากับ A และ B

17

ส่วนการถ่ายภาพบุคคลในที่แสงน้อยขอชูมือให้ Huawei P20 Pro ชนะไปเต็มๆ ทั้งความคมชัด ความสว่างของตัวแบบ และการจัดการ Noise ที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม เรียกว่าถ่ายแล้วแชร์ได้ไม่ต้องแต่งเพิ่ม

  • ถ่ายภาพแสงน้อย

22-horz

ภาพแสงน้อยนับว่าเป็นไฮไลท์ที่  Huawei P20 Pro กินขาดหลายๆแบรนด์ โดยเฉพาะการเก็บดีเทลในส่วนที่สว่างมากๆ ยกตัวอย่าง รูปแรก ที่ P20 Pro สามารถเก็บดีเทลของป้ายห้างมาได้ครบสมบูรณ์ หรือจะเป็นในภาพสุดท้ายที่ถ้าซูมเจาะเข้าไปดูตรงส่วนที่เป็นฝั่งร้านค้าด้านขวาจะเห็นว่าดีเทลต่างๆก็ยังชัดเจนไม่ได้ถูกกลืนไปกับความฟุ้งของแสง

23-horz

  • ถ่ายภาพอาหาร Food Mode

19-horz 20-horz

ถือเป็นความเสียเปรียบของแบรนด์ A ที่ไม่มีโหมดนี้ให้ใช้ สีของภาพก็เลยดูจืดกว่าชาวบ้านเขา ในขณะที่แบรนด์ B สีจะเน้นโทนอุ่นมากกว่าตัวของ P20 Pro ส่วนเรื่องภาพอาหารของใครจะออกมาน่ากินกว่าอันนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัว

rptoz

สำหรับกล้องหน้าของ Huawei P20 Series มีความละเอียดเท่ากันที่ 24 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี AI ที่จะช่วยแต่งภาพให้สวย และฟีเจอร์ 3D Portrait Lighting โหมดจัดแสงแบบในสตูดิโอช่วยให้ถ่ายเซลฟี่ได้สวยเป็นธรรมชาติ เก็บรายละเอียดได้ครบถ้วน และถูกต้องตามองค์ประกอบแบบ 3 มิติ

Screenshot_20180404-165916-horz

โดยที่โหมดการจัดแสงจะมีทั้งแบบ Soft Lightning, Butterfly Lightning, Split Lightning, Stage Lightning และ Classic Lightning ซึ่งโหมดนี้สามารถใช้งานได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังครับ

Screenshot_20180404-173922-horz

อีกหนึ่งจุดที่มีการปรับปรุงขึ้นมาในรุ่นนี้คือด้านการถ่ายวีดีโอที่ Huawei P20 Series มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ 6 แกน (Six Axis) และฟีเจอร์ถ่ายวิดีโอในโหมด Slow Motion ที่ 720p@960fps เหนือกว่าเกณฑ์มาตรฐานซึ่งอยู่ที่ 240fps ขณะที่การถ่ายในความละเอียดสูงสุดจะอยู่ที่ระดับ 4K@30fps


จากภาพรวมทั้งหมดต้องยอมรับว่า Huawei P20 Pro เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่อยู่ในระดับแถวหน้าของวงการกล้องบนสมาร์ทโฟน ด้วยจุดเด่นเรื่องความละเอียดคมชัดของกล้อง และการมี AI เข้ามาช่วยเสริมความสามารถให้โดดเด่นยิ่งกว่าเดิม สำหรับราคาในไทยอยู่ที่ 27,990 บาท ใครที่ชอบถ่ายภาพไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ หรือมือโปร ไม่สมควรพลาดสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ครับ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ที่หัวเว่ยแบรนด์ช้อป และร้านตัวแทนจำหน่ายได้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.นี้เป็นต้นไป

สำหรับรีวิวด้านอื่นๆ สามารถกดอ่านได้ตามลิงค์ด้านล่าง

[REVIEW] HUAWEI P20 SERIES สุดยอดเรือธงแห่งการถ่ายภาพ อีกระดับของความครบเครื่อง