ไขข้อข้องใจ… Facebook ซื้อ WhatsApp ไปทำไมตั้ง 521,000 ล้านบาท?

facesapp-cover

ถือเป็นข่าวใหญ่ช็อกวงการการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ทอีกครั้ง เมื่อยักษ์ใหญ่ในโลกเครือข่ายสังคม อย่าง Facebook ประกาศเข้าซื้อผู้ให้บริการโปรแกรมแชทผ่านมือถือรายใหญ่สุดๆ อย่าง Whatsapp ไปในราคาที่เรียกได้ว่าชำระหนี้ที่เป็นประเด็นในประเทศไทยได้เรียบร้อย คือมูลค่าเงินสด 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ยังมีหุ้นอีก 3,000 ล้านดอลลาร์ที่จะค่อยๆ ให้กับ CEO และพนักงาน WhatsApp ภายใน 4 ปีข้างหน้า) หรือราวๆ 521,000 ล้านบาท โอ้โห แล้ว WhatsApp มีมูลค่ามากขนาดนั้นจริงๆ เหรอ Facebook ตัดสินใจซื้อนี่คิดถูกหรือเปล่าเนี่ย

WhatsApp[1]

เกิดอะไรขึ้น?

Facebook ถือเป็นเครือข่ายสังคมที่ใหญ่ที่สุดในวงการ (รายอื่นๆ ก็คือ Twitter, RenRen, Weibo, Google Plus) มีการใช้งานในทุกแพลตฟอร์ม ตั้งแต่ฟีเจอร์โฟนอย่าง S60, Asha, Windows Phone, Android, iOS, BlackBerry หรือแม้กระทั่ง Mobile Site หลากรูปแบบ ทั้งโทรศัพท์จอสัมผัส และโทรศัพท์จอไม่สัมผัส เรียกได้ว่าเป็นเครือข่ายที่เข้าถึงกับทุกคน ไม่ว่าจะใช้โทรศัพท์รุ่นอะไรก็ตาม 80% ของโทรศัพท์บนโลกสามารถใช้งาน Facebook ได้

WhatsApp เองก็เป็นแอพ และบริการที่กว้างขวางไม่แพ้กัน ระบบปฏิบัติการหลักอย่าง iOS, Windows Phone, Android, BlackBerry นั้นสามารถใช้งานได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ระบบปฏิบัติการตัวรอง และฟีเจอร์โฟนอย่าง Asha, S40, S60 เองก็สามารถใช้ได้ เรียกได้ว่าไม่มีการแบ่งแยกว่าจะใช้สมาร์ทโฟน หรือฟีเจอร์โฟนรุ่นอะไร ถือได้ว่าเป็นบริการที่ไม่หยิ่ง และมีเป้าหมายจะให้ทุกคนเข้าถึงนั่นเอง

การที่ Facebook เข้าซื้อ WhatsApp ย่อมหมายความว่าหลังจากนี้ผู้ที่ใช้งาน Facebook โดยไม่ได้ใช้ WhatsApp เองก็จะได้รับการโฆษณา และแนะนำให้ใช้ WhatsApp ไปโดยปริยาย นอกจากนี้ฝั่งผู้ใช้งาน WhatsApp บนฟีเจอร์โฟน และโทรศัพท์ราคามหาชนมีโอกาสเข้าถึงบริการของ Facebook มากขึ้นไปด้วยถือได้ว่างานนี้ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ในการพาเทคโนโลยีเข้าไปยังกลุ่มคนจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ทเต็มรูปแบบ

Chat-messaging-Apps-Compatibility[1]

Chat-600x197[1]

ทำไมต้อง WhatsApp?

แม้ว่าเมื่อเทียบๆ ไปแล้วตารางด้านบนนี้จะเห็นว่า WhatsApp จะไม่ได้ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม (ถ้าแข่งความครบ WeChat ยังครอบคลุมกว่า) แต่ถ้าถามดู เหตุผลสองประเด็นที่ต้องเป็น WhatsApp ก็เพราะว่า

  1. ยังไม่มีสังกัดในปัจจุบัน : Kakao Talk (Kakao Corp), LINE (Naver Japan), WeChat (Tencent), ChatOn (Samsung), BBM (BlackBerry) ต่างก็มีสังกัดของตนเองอยู่แล้ว และแน่นอนว่าไม่มีทางขายบริการของตนให้กับ Facebook อย่างแน่นอน ในรายการด้านบนนั้นมีเพียง Viber เท่านั้นเองที่ดูมีความเป็นไปได้ที่ Facebook จะเข้าซื้อ แต่ทว่าล่าสุด Rakuten ยักษ์ใหญ่ตลาดช็อปปิ้งจากประเทศญี่ปุ่นเพิ่งจะประกาศซื้อ Viber ไปแล้ว (ด้วยราคา $900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้หวยไม่มีทางไปออกที่อื่น นอกจาก WhatsApp นั่นเอง
  2. WhatsApp มีอัตราการเติบโตที่สูงจนน่าพอใจ : คนที่ใช้งาน WhatsApp เดือนละครั้งนั้น มีจำนวนสูงถึง 450 ล้านคน และคนที่ใช้ทุกวัน รวมไปถึงวันละหลายๆ ครั้ง มีสูงถึง 70% หรือราวๆ 315 ล้านคน และผู้สมัครใช้งานใหม่ก็เพิ่มขึ้นวันละราวๆ 1 ล้านคน! ถือได้ว่าเป็นอัตราที่น่าชื่นชมมากๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น เนื่องจาก WhatsApp บุกทุกแพลตฟอร์มโทรศัพท์บนโลก
  3. WhatsApp มีผู้ใช้ที่เหนียวแน่น : ผู้ใช้งาน Facebook นั้นมักจะใช้บ่อยๆ วันละหลายๆ ครั้ง แต่ทว่าอัตรา Stickness ของ Facebook นั้นมีอยู่เพียง 62% เท่านั้น (ส่วน WhatsApp มีมากถึง 70%) ถือได้ว่าผู้ใช้งาน WhatsApp นั้นแทบจะไม่ไปใช้บริการส่งข้อความของรายอื่นเลยทีเดียว
  4. WhatsApp เป็นคู่แข่งของ Facebook Messenger ทางอ้อม : แม้ว่า WhatsApp จะไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงของ Facebook แต่การเข้าซื้อก็จะทำให้คู่แข่งรายใหญ่ที่สุดหายไป แถมกลายเป็นพันธมิตรอีกต่างหาก

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ WhatsApp

Mark Zuckerberg หัวเรือใหญ่ของ WhatsApp มั่นใจมากว่า WhatsApp มีผู้ใช้งานทะลุ 1,000 ล้านคนในเวลาไม่นานนับจากนี้ (ปัจจุบันมีผู้ใช้ 450 ล้านคน) โดยเมื่อมองย้อนกลับไป Facebook เองใช้เวลากว่า 8 ปีครึ่ง กว่าจะมีผู้ใช้งานครบ 1,000 ล้านคน ส่วน WhatsApp นั้นมีอายุเพียง 4 ปีเท่านั้น (ก่อตั้งในปี 2009) และเมื่อพล็อตกราฟจากสถิติในปัจจุบัน คาดการณ์กันว่า WhatsApp จะมีผู้ใช้งานครบ 1,000 ล้านคนในปี 2015 (มีอายุครบ 6 ปี) ถือได้ว่าเติบโตเร็วกว่า Facebook, Instagram, Skype หรือแม้กระทั่ง Gmail ด้วยซ้ำไป

ความเห็นผู้เขียน : อาจจะเป็นเพราะว่าเราอยู่ในยุคที่มีอัตราการเข้าถึงสมาร์ทโฟนมากกว่าแต่ก่อน ทำให้มีอัตราการเติบโตเร็วขึ้นนั่นเอง

facebook-whatsapp-messenger[1]

Facebook ได้อะไรจากการเข้าซื้อครั้งนี้?

วิศวกรและกำลังคน : คงปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากผลิตภัณฑ์แล้ว ทีมงานก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ Facebook สนใจ ข้อเสนอเข้าซื้อของ Facebook เห็นได้ชัดเจนมาก ไม่ว่าจะเป็นหุ้นมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ที่จะค่อยๆ ให้ผู้บริหารและพนักงานในระยะเวลานับจากนี้ 4 ปี (ที่ไม่ให้ทีเดียวก็เพราะว่าเดี๋ยวจะพาลลาออกหมดหลังรับผลประโยชน์) นอกจากนี้ยังเสนอให้ CEO ของ WhatsApp เข้ามาเป็นบอร์ดบริหารของ Facebook อีกด้วย (ถือเป็นข้อเสนอที่หอมมมม มากสำหรับผู้นำองค์กรที่ต้องการจะเติบโตขึ้นไปอีก) เห็นได้ชัดว่า Facebook กำลังต้องการทั้งทีมงาน และผู้นำของ WhatsApp เข้ามาเสริมทัพ

ชื่อ WhatsApp : แน่นอนว่าชื่อของ WhatsApp นั้นเป็นที่รู้จักของคนไปแล้วกว่า 450 ล้านคน (หรือมากกว่านั้นอีก) การที่นำชื่อ Whatsapp มารวมกับ facebook ก็หมายถึงชื่อที่ขจรขจาย และช่องทางการเข้าถึงนั่นเอง

WhatsApp ได้อะไรจากการเข้าซื้อครั้งนี้?

อย่างแรกที่ WhatsApp ได้ก็คือความอุ่นใจ หลังจากนี้ก็จะมียักษ์หนุนหลัง ทำให้เรื่องที่ต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินลงทุนจากนักลงทุนภายนอกก็หมดลงไป ตัว Facebook เองก็ถือได้ว่าสร้างรายได้ด้วยตนเองได้ (โฆษณา) และสร้างเป็นกอบเป็นกำเสียด้วย ทำให้ปัญหาเรื่องการไปหาเงินมาจ่ายเงินเดือน, บริการ, ซ่อมบำรุง ก็หมดลงอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าก่อนหน้านี้ WhatsApp เองจะสร้างรายได้ ($0.99 ต่อปีจากผู้ใช้งาน) แต่ว่าเอาเข้าจริงส่วนใหญ่แล้วเราก็ใช้ฟรีกันทั้งนั้น

นอกจากเรื่องเงินที่เข้ามายังบริษัท ก็ยังมีเรื่องทรัพยากร ทั้งที่เป็นฮาร์ดแวร์ และทีมงาน เพราะนักพัฒนาภายในของ Facebook เองก็ถือได้ว่าทำงานได้อย่างมีศักยภาพ ด้วยตัวองค์กรเองที่มีลักษณะวัฒนธรรมแบบแฮคเกอร์ น่าจะมาเติมเต็มช่องว่างของ WhatsApp ได้อย่างสบายๆ (อย่างเช่นปัญหาก่อนหน้านี้ของ WhatsApp คือการไม่เข้ารหัสในการเชื่อมต่อ) นอกจากทีมงานด้านระบบแล้ว การให้บริการของ Facebook เองก็ถือได้ว่าติดอันดับต้นๆ ของโลกไม่แพ้เจ้าใหญ่ๆ อย่าง Google เสียด้วยซ้ำไป บริการ CDN และ Data center ทั่วโลกที่ทำให้เซอร์เวอร์ไม่มีวันดับของ Facebook นั้นจะช่วยให้ WhatsApp หลังจากนี้มีความมั่นคงยิ่งกว่าเดิม

ใครคือผู้ชนะ?

หนึ่งในผู้ชนะแบบเงียบๆ ที่น่าจะยิ้มแก้มปริตอนนี้ก็คงจะไม่พ้น Sequoia บริษัทลงทุนนั่นเอง ที่ผ่านมาอาจจะมีรายอื่นที่ลงทุนใน WhatsApp บ้าง แต่ในการระดมทุนครั้งแรกมีเปิดเผยเพียง Sequoia จำนวน 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในการระดมทุนครั้งที่สามก็มีการลงทุนเพิ่มอีกกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัญ รวมๆ แล้วในช่วงปีที่ผ่านมา Sequoia ลงทุนใน WhatsApp ไปทั้งสิ้น 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เป็นมูลค่าราวๆ 20% ของ WhatsApp) และเมื่อคำนวนออกมาแล้วมูลค่าจะเติบโตกลายเป็น 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กำไร 50 เท่า) เรียกได้ว่ารอบนี้คุ้มสุดๆ

อีกหนึ่งในผู้ชนะก็คงจะเป็น Mark Zuckerberg นั่นเอง เพราะว่านอกจากจะทำให้บริษัท Facebook เชื่อมต่อผู้คนเข้ามาแล้ว ยังทำให้โปรเจคต์อย่าง Internet.org หรืออินเทอร์เน็ทสู่ผู้คนอีก 2/3 ของทั้งโลกนั้นเป็นไปได้มากขึ้น เพราะว่าในปัจจุบันนี้มีคนบนโลกเพียงราวๆ 1/3 หรือ 2,000 ล้านคนเท่านั้นที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ท การทำให้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ทมากขึ้น ก็จะแปลว่ามีผู้ใช้งานกลับมาอีกมากมาย และสุดท้าย Facebook ที่อยู่ในกำมือของ Mark เติบโตขึ้นอีกนั่นเอง

แต่การเติบโตของ Facebook นั่นก็เทียบไม่ได้เลย กับภารกิจเพื่อมวลมหามนุษยชาติประชาชนในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ท เพราะตัว Mark Zuckerberg เองเรื่องเงินคงไม่ใช่ประเด็นหลักในชีวิตอีกต่อไปแล้ว

เรามารอดูกันว่าอนาคตของ WhatsApp ที่ถูกซื้อไปโดย Facebook จะเป็นเช่นไร แล้วพี่มาร์คจะเดินเกมอย่างไรต่อ? ส่วนใครที่บอกว่าการเข้าซื้อ WhatsApp เป็นการจ่ายเงินที่ไร้สาระ และควรจะเอาเงินไปซื้อ LINE มากกว่า ก็คงบอกได้แค่ว่าเป็นความคิดเด็กๆ ที่อยู่ในกะลาและไม่เคยเปิดตาออกไปดูโลกภายนอกเลยแม้แต่นิดเดียวนั่นเอง…