รุกฆาตจัดหนัก Samsung Galaxy S III ของดีสมราคาคุยรึเปล่า ?

ปัจจุบัน กระแสความดังของ Samsung Galaxy S III ก็เริ่มทวีคูณเข้ามาเรื่อยๆแม้กระทั่งเครื่องเองยังไม่ขายก็ตามเพราะว่าเป็นอุปกรณ์ Android หรือ Smartphone ที่สามารถดึงดูดผู้คนให้สนใจได้มากที่สุดตัวหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งก็อย่างที่ทราบกันว่าในปีนี้เองทาง Samsung ได้กลับไปทำการบ้านที่จำเป็นต้องส่งหลายๆอย่างให้เรียบร้อย ไม่ได้เน้นสิ่งที่ตัวเองเคยชูมาก่อนอย่างเรื่องของ Spec แต่ไปเน้นที่ด้านการใช้งานแทน แต่ว่า Samsung Galaxy S III นั้นก็ไม่ได้จะด้อยกว่าใครในเรื่องของ Spec เลยแม้แต่น้อย กลับดูดีกว่าเจ้าอื่นด้วยซ้ำถึงแม้ปากจะบอกว่าขอเน้นการใช้งานมากขึ้นแต่ Spec เองก็ไม่ได้ทิ้ง เรียกว่าจัดเต็มเหมือน Galaxy S II เลยละ!

ดังนั้นเรื่องการใช้งานทั่วๆไปก็คงต้องไปตามอ่านรีวิวกันแต่ตอนนี้ผมจะขอแกะเรื่อง Spec ของ Galaxy S III ล้วนๆ ตั้งแต่การออกแบบยันเรื่องของ CPU กันเลยว่าของที่เป็นกระแสอยู่ในตอนนี้อย่าง Galaxy S III นั้นจัด Spec มาแบบนี้สุดท้ายลองมาเทียบกับชาวบ้านเค้าดูแล้วรู้สึกได้ไปถึงอะไรและมันดีอย่างไรไม่ดีอย่างไรตามอ่านกันเลยครับ

เรื่องแรกที่อยากพูดถึงเลยคือเรื่องของการออกแบบ ต้องบอกว่า Samsung Galaxy S III นั้นทำให้หลายคนใจสลายไปเหมือนกันตอนที่เห็นกันในภาพ Press Shot ครั้งแรกที่เปิดตัว เพราะว่าการออกแบบเครื่องเปลี่ยนสไตล์ออกไปและกลายเป็นว่าเครื่องมองแล้วดูราคาถูกลง หน้าตาดูเหมือนพลาสติกมาก ทำให้เหล่าสาวกเซ็งไปไม่น้อยและคู่แข่งเองก็จ้องจะยิงตรงจุดนี้ แต่สุดท้ายผมว่าทุกอย่างที่ว่ามามันผิดทั้งหมดครับ หลายคนคิดไปแล้วว่า Samsung ไม่ได้ใส่ใจการออกแบบแล้วเหรอ ? คำตอบคือไม่ใช่เลยแถมเป็นจุดที่พวกเค้าเน้นมากมายเลยทีเดียว

การออกแบบเครื่อง Galaxy S III สื่อถึงสโลแกนที่ว่า “ออกแบบมาเพื่อมวลมนุษยชาติ” เท่ากับว่าทาง Samsung ศึกษามาแล้วว่าการออกแบบมาแบบนี้จะทำให้มนุษย์พอใจกันมากที่สุด ก็เลยออกมาเป็นหน้าตาโค้งๆแบบนี้ ทาง Samsung ถึงขั้นออกมาบอกเลยว่าเครื่องนั้นขอเน้นทางด้านการออกแบบเป็นหลักมากกว่าด้านวิศวกรรม ดังนั้นจะเห็นว่าทุกอย่างบนเครื่องไม่ใช่สีเหลี่ยมทื่อๆอีกต่อไป จะมีส่วนโค้งเว้าให้เห็น แบบที่มันเป็นอยู่ การออกแบบเครื่องให้โค้งยังมีส่วนดีคงที่มันจะรับมือมนุษย์ด้วยนั่นเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะว่าหลายๆคนอาจจะต้องการดีไซน์แบบ Galaxy S II แล้วขยายส่วนอันนี้คงต้องแล้วแต่รสนิยม แต่ถ้าว่ากันในเรื่องการใช้งานแล้วการทำเครื่องโค้งดีกว่าบวกกับ Galaxy S III มีหน้าจอขนาดใหญ่ทำให้พอทำเหลี่ยมไปจะทำให้กดหน้าจอได้ไม่ถนัดเท่าแบบโค้ง

นี่แค่รูปทรงเครื่องก็ร่ายยาวซะ! ยังไม่จบ ด้านหลังเองดูเหมือนพลาสติกมากเมื่อมองในระยะไกล ซึ่งมันจริงมากเพราะเวลามองคนทั่วๆไปจะคิดว่าวัสดุเป็นพลาสติกธรรมดา แต่ที่จริงแล้วมันเป็นโพลีคาร์บอเนตที่เคลือบด้วยสาร Hyper glaze ทั้งทนและกันรอยขีดข่วน โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก Silicon Oxide จุดนี้ทำให้เหนือกว่าคู่แข่งแต่ก็ทำให้ภาพลักษณ์ภายนอกดูตกลงไปพอสมควรเพราะมันเหมือนพลาสติกซะเหลือเกิน แต่ถ้ามองในแง่การใช้งานวัสดุโดยรวมดีกว่าของคู่แข่งเสียอีก

สำหรับ Hyper glaze และ Silicon Oxide นั้นถือเป็นสารเคลือบผิวที่ต้องบอกว่าทำให้เครื่องมีมันเงาและทำให้ผิวเรียบลื่นนั่นเอง แต่ก็อย่างที่ว่าครับของดีแต่หน้าตาไม่หล่อก็เลยถูกมองว่าเป็นข้อด้อย แต่ถ้าได้จับจริงแล้วคงต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “อืมดูดีกว่าที่คิดแฮะ” ประมาณนั้น

ด้านรอบเครื่องเองขอบนั้นดูเหมือนจะเป็นพลาสติกจับแล้วก็ดูเหมือนเป็นพลาสติก เคาะแล้วก็ดูเหมือนพลาสติก แต่ที่จริงแล้วมันเป็นโลหะที่ได้รับการเคลือบสารมาแล้วทำให้มันดูเงามัน กลืนไปกับตัวเครื่องเลยและเป็นรอยยากกว่าโลหะที่ไม่ได้เคลือบ แล้วทั้งหมดที่ว่ามานี้จะเห็นว่า Samsung ใส่ใจเรื่องตัวเครื่องไม่ใช่น้อย

ไม่ใช่แค่ด้านนอกเท่านั้นที่ทาง Samsung ใส่ใจเพราะว่าภายในอย่าง TouchWiz UX ก็ใส่ใจไม่น้อยเหมือนกันเพราะว่าทุกอย่างดูเรียบง่ายขึ้นแต่แฝงไปด้วยเรื่องราวต่างๆ เช่น เสียงบนหน้า Lockscreen ที่เป็นหยดน้ำ ทาง Samsung ก็คัดมาแล้วว่ามันต้องเป็นเสียงของน้ำส้มคั้น 100% ที่หยดเท่านั้น ถึงจะเพราะสุดและก็จับมันมาอยู่บนนี้ซะเลย โดยทั้งหมดคัดเลือกจาก 200 กว่าเสียงด้วยกันกว่าจะได้มา เห็นไหมครับแค่เสียงก็ขนาดนี้แล้วอันอื่นจะขนาดไหน

TouchWiz UX เองมันไม่ใช่ของเล่นหนักอีกต่อไปเพราะว่าทาง Samsung ปรับมาให้ดู Soft ใช้งานง่ายและ Make Sense ตามนิ้วขึ้นเยอะ ตัดความเยอะแยะออกไปแทนที่ดูความเร็วในการตอบสนอง ส่งผลให้ใช้งานได้เร็ว เรียบร้อยและไม่น่าหงุดหงิด ส่วนอาการหงุดหงิดบน Android หลายๆรุ่นอย่างการกดปุ่ม Back ไม่ไปแทบจะหายไปหมดบน Galaxy S III อาการหน่วงเกิดขึ้นน้อยมากเหลือเกินเรียกว่าแทบจะไม่มีแล้ว ที่เป็นแบบนี้มี 2 ปัจจัยอาจจะเรื่องหน่วยประมวลผลด้วยอีกอย่างนึงคือเรื่องของการปรับแต่งที่ทำออกมาได้ดีนั่นเอง

ว้า… เพิ่งจะผ่านเรื่องแรกไปเองยาวเหลือหลาย เข้าเรื่องที่ 2 คือเรื่องของหน้าจอของเครื่องนั่นเอง เรื่องนี้แลดูเป็นข้อครหามากที่สุดบนเครื่อง แต่ถ้าเราไม่มามองเรื่องของ Spec แต่มองหน้าจอมันจริงๆจะพบว่าข้อครหาที่เค้าว่ากันนั้นแทบจะไม่น่ากังวลเลยเพราะว่าหน้าจอไม่ได้หยาบเลยแถม Super AMOLED ช่วยให้สีสดมากและต้องยอมรับว่าหน้าจอดูใสกว่าตัว Galaxy S II พอสมควร ด้วยหน้าจอขนาด 4.8 นิ้วความละเอียด 1280×720 พิกเซล

อย่างที่บอกไปว่าหน้าจอมันมีข้อครหา ซึ่งข้อครหาที่ว่าก็คือการจัดเรียง Subpixels นั่นเองโดยการจัดเรียงของ Samsung Galaxy S III นั้นยังคงเป็นแบบ PenTile ทำให้ถูกนำไปเปรียบกับ HTC One X ที่การเรียงเป็นแบบ RGB ซึ่งต้องบอกว่าทั้ง 2 อย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การเรียงแบบ PenTile จะเห็นได้ว่าการใส่แม่สีมาไม่เท่ากัน สีน้ำเงินมากสุดทำให้เวลามองหน้าจอโทนสีจะออกเป็นสีฟ้านั่นเอง ส่วน RGB เองสีทุกสีจะแสดงผลออกมาสวยกว่าเพราะสีทุกสีแสดงผลเท่ากันทำให้การแสดงผลดูสมจริงกว่าด้วยนั่นเอง แต่ PenTile เองก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสียเพราะว่าข้อดีของมันคืออายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าของ RGB แต่เรื่องนี้เองเป็นข้อมูลจากทาง Samsung ที่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าทำไมถึงอายุยาวนานกว่า ?

Updated 1:

ตามความเห็นด้านล่างมีการบอกว่า PenTile ใช้งานได้ยาวนานกว่าถ้าเป็น AMOLED ด้วยกันครับ

ดังนั้นถ้าไปมองหน้าจอของ HTC One X ที่เป็น Super LCD 2 เรียง Subpixels แบบ RGB แล้วกลับมามองหน้าจอของ Samsung Galaxy S III แล้วจะพบว่าความแตกต่างน้อยมากถ้าไม่มองแบบว่าเพิ่งลูกตาไปใกล้ๆจอก็มองแทบไม่ออกเลย แถมใครชอบสีที่สดใสกว่า Galaxy S III ก็มีดีกว่าในเรื่องนั้น ส่วนเรื่องสมจริงคงต้องยกให้ HTC One X ละครับ

ไปกันต่อหน้า 2 เลยครับ