“Freedom to Connect” สติ๊กเกอร์ของแท็บเล็ตยุคใหม่ที่ไร้ข้อจำกัดในการเชื่อมต่อ พร้อมแนะนำ 6 คุณสมบัติที่สุดยอดแท็บเล็ตควรมี

Freedom to Connectหากสังเกตกันดีๆ เวลาไปเดินเลือกซื้อแท็บเล็ตคู่ใจเครื่องใหม่ จะเห็นเจ้าสติ๊กเกอร์ Freedom to Connect ที่หลายๆ ท่านยังไม่ได้ให้ความสนใจกันเท่าไหร่นัก อันที่จริงมันคือสัญลักษณ์แสดงความไร้ข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อของแท็บเล็ตเครื่องนั้นๆ ครับ!!

ดีอย่างไรล่ะ!? คำบรรยายมันแสดงความพิเศษเอาไว้อยู่แล้วครับ แท็บเล็ตที่มีสติ๊กเกอร์ Freedom to Connect ติดอยู่ที่กล่องนั่นหมายความว่าตัวเครื่องมีคุณสมบัติในการเชื่อมต่อที่สามารถต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อถ่ายโอนข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายดาย เหมือนใช้แทน Thumb drive หรือ External Harddisk นั่นเองครับ สามารถโยนไฟล์เข้าออกจากหน่วยความจำตัวเครื่องไปยังคอมพิวเตอร์ได้ง่ายๆ เลยทีเดียวล่ะ

ก่อนนี้จะโอนไฟล์ จะดึงไฟล์ลงตัวเครื่องอุปกรณ์พกพาของเราแต่ละที ต้องทำการ Sync เสียเวลา ส่งไฟล์ให้เพื่อนลำบาก และจะซิงค์ยังต้องลงซอฟท์แวร์เป็นตัวกลางอีกต่างหาก แถมยังต้องซิงค์กับเครื่องเดิมๆ จะเสียบกับเครื่องอื่นก็ไม่ดี แค่ฟังแล้วคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้ก็คงปวดสมองกันพอควร ดังนั้นสติ๊กเกอร์ Freedom to Connect นี่แหละคือทางเลือกที่หลายๆ คนต้องหลงใหลครับ

ลองนึกภาพง่ายๆ เมื่อเราต้องการเอาไฟล์ภาพจากกล้องดิจิตอล ก็สามารถนำเอา SD card มาเสียบกับแท็บเล็ตด้วย USB Connector แล้วโอนไฟล์ได้เลยจะยอดเยี่ยมแค่ไหน เช่นเดียวกับการโอนไฟล์ต่างๆ จากตัวแท็บเล็ตไปแชร์ให้กับเครื่องเพื่อนๆ หรือลงคอมพิวเตอร์ ก็ยังสามารถเสียบ Thumb drive โอนไฟล์ลงไปได้เลยสะดวกที่สุดแล้วครับ นี่ล่ะคือข้อดีของเจ้าสติ๊กเกอร์ฟ้าประทาน “Freedom to Connect” ครับ

หลังจากนั้นเรามา 6 คุณสมบัติที่แท็บเล็ตชั้นยอดควรจะมีกันครับ

1. Easy To Connect: เชื่อมต่อง่าย ไร้ข้อจำกัด

แท็บเล็ตที่ไม่มีช่อง USB ก็เหมือนแท็บเล็ตที่กำแพงครอบ เพราะการเชื่อมต่อผ่าน USB จะทำให้โอนถ่ายข้อมูลได้ง่ายกว่า  เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์แล้วโยนไฟผ่าน My Computer ได้เลย แถมยังต่อกับ USB Connector เพื่อดึงข้อมูลจาก SD Card ได้ด้วย  ใช้คู่กล้องดิจิตอลหรือมือถือได้สะดวก ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องเสียเวลา sync ข้อมูลให้ยุ่งยาก ซึ่งทำให้ข้อมูลสูญหายได้ง่าย

2. Phone capabilities: โทรออกได้

มีแท็บเล็ตที่โทรออกได้ก็เหมือนได้ประโยชน์สองต่อ แท็บเล็ตที่มีฟังก์ชั่นการโทรออก-รับสาย จะทำให้คุณทำงานได้คล่องตัวขึ้น ไม่ต้องพกทั้งมือถือ ทั้งแท็บเล็ตให้วุ่นวาย หรือจะใช้แยกเบอร์ติดต่อเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวก็ดีไปอีกแบบ

3. Wireless Connection: อย่างนี้มันต้องแชร์

ในหนึ่งวันคุณแชร์เรื่องเด็ดๆวันละกี่ครั้ง? ถ้าอยากแชร์แบบจัดหนัก ทุกที่ทุกเวลา ก็ต้องใช้แท็บเล็ตที่เชื่อมต่อแบบไร้สายได้อย่างครบครันทั้ง Wi-Fi, Edge, 3G, Air Card และจุดสำคัญที่แท็บเล็ตหลายๆยี่ห้อลืมไปซะสนิทก็คือสัญญาณ Bluetooth สมมติว่าเราไปภูกระดึง ถ่ายรูปสวยๆมาเยอะแยะเลย อยากจะส่งไฟล์ให้เพื่อน แต่ไม่มีสัญญาณ 3G หรือ Wi-Fi ซะงั้น (อย่างที่รู้ว่าประเทศไทยนี้ 3G ห่วยขั้นเทพ) แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?  ง่ายนิดเดียว! ก็ Bluetooth นี่ไง เชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลา หรืออย่าง สถานที่ในเมืองที่คุณคิดไม่ถึง เช่น ในลานจอดรถ สัญญาณก็อาจตายสนิทได้เหมือนกัน  มี Bluetooth ไว้ใช้ดีกว่ากันเยอะ

4. Android Intelligence: สุดยอดระบบปฏิบัติการ

พูดถึงแท็บเล็ตก็ต้องนึกถึง Android  เพราะ Android คือระบบปฏิบัติการที่สร้างมาเพื่อแท็บเล็ตโดยเฉพาะ นอกจากจะมีแอพฯดีๆฟรีๆให้โหลดเพียบแล้ว Android ยังขึ้นตรงกับพี่ใหญ่อย่าง Google Android จึงทำให้เราเข้าถึงบริการต่างๆของ Google ได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น Gmail, Google+, Google Map, Google Voice Search, Google Drive และอื่นๆอีกมากมาย

5. Eye Friendly: ดีต่อสายตา

หน้าจอก็สำคัญ ลองจินตนาการดูสิว่า ถ้าคุณใช้สายตากับแท็บเล็ตของวันละ 2 -4 ชม. ดวงตาจะเมื่อยล้าสักแค่ไหน ทางที่ดีควรเลือกแท็บเล็ตที่ภาพคมชัด สบายตา จอไม่เล็กจนต้องเพ่ง หรือใหญ่จนพกพาไม่สะดวก ในปัจจุบันแท็บเล็ตก็มีหน้าจอให้เลือกหลากหลายขนาด ลองเลือกขนาดที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวคุณเอง

6. Multitasking: เหมือนมีสี่มือ

เคยไหม? อยากแชท แต่ก็ยังดาวน์โหลดหนังไม่เสร็จ เล่นเกมส์ค้างอยู่ แล้วจู่ๆก็มีข้อความเข้า ต้องกลับไปเริ่มเกมส์ใหม่ ทำเอาอารมณ์เสีย เทคโนโลยี multitaskingบนแท็บเล็ตจะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป multitasking ช่วยให้เราสามารถเปิดแอพฯหลายตัวพร้อมๆโดยไม่มีสะดุด ทั้งประหยัดเวลามากขึ้น ทั้งสนุกมากขึ้น