Editor Letter : Nokia X ทำไมต้องแอนดรอยด์??

nodroid-nokia

ก่อนหน้านี้ Nokia เคยปรามาสไว้ว่า “การที่ Nokia จะไปใช้ Android นั้นก็เหมือนการทำให้อุ่นท่ามกลางความเหน็บหนาวด้วยการฉี่ใส่กางเกงตัวเอง” ผ่านไปสี่ปี บนเวที Nokia ในงาน MWC 2014 ทาง Nokia ก็ทำสิ่งที่ไม่ค่อยจะมีใครเชื่อ นั่นก็คือการเปิดตัวสมาร์ทโฟน…. ที่เป็น Android เอาล่ะ ในเมื่อ Nokia ยอมฉี่รดกางเกงตัวเอง เพื่อให้ความอบอุ่นแล้ว เราก็มานั่งดูกันดีกว่าว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

nokia_x_leak_listed_vietnam_retailer[1]

เกิดอะไรขึ้น?

Nokia เปิดตัวโทรศัพท์ที่ชื่อว่า Nokia X (ในซีรีส์มี 3 รุ่นได้แก่ Nokia X, Nokia X+, Nokia XL มีความแตกต่างกันบ้างเล็กๆ น้อยๆ โดยรวมแล้วเหมือนๆ กัน) ซึ่งมีสเปคระดับปานกลาง ค่อนไปทางด้านล่าง เรียกได้ว่าไม่แย่งกับตลาดตอนบนของตัวเองที่เป็น Lumia Windows Phone

สิ่งที่ทำให้ Nokia X เป็นเรื่องใหญ่ก็คือ “มันคือแอนดรอยด์” ไม่ว่าจะมองแนวไหน มันก็คือแอนดรอยด์ เพราะจุดกำเนิดของระบบปฏิบัติการ Nokia X ก็คือ AOSP (Android Open Source Project) งานนี้ก็เหมือนกับการไปเอาโอ่งมังกรมาเพิ่มลายไทยลงไป แล้วบอกว่าไม่ใช่โอ่งมังกรนั่นแหละ มันจะไม่ใช่ได้ยังไง เมื่อต้นกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน

nokia-mwc-2014-2014-02-24-40[1]

แต่สิ่งที่ Nokia (โดยเฉพาะ Stephen Elops) พูดตอกย้ำตลอดเวลาก็คือ Nokia X สามารถรันแอพของ Android (ไม่พูดว่ามันคือ Android) น่าจะด้วยเหตุผลสองประการคือ

  1. ลูกค้าของ Nokia ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าตอนนี้ใช้ระบบปฏิบัติการอะไรอยู่
    ยุทธศาสตร์นี้ไม่น่าจะต่างกับค่ายอื่นมากนัก ไม่ว่าจะเป็น TouchWiz UI หรือ Sense UI ต่างก็มุ่งหวังเรื่องนี้เหมือนกันทั้งนั้น คือไม่ว่าโทรศัพท์ดังกล่าวจะใช้ระบบอะไร สิ่งที่ผู้ใช้งานจะเห็นคือหน้าตาที่เหมือนๆ กัน (ลองเปรียบเทียบ Windows Mobile 6.5 ของ HTC/Samsung กับ Android ของทั้งสองค่ายในยุคเดียวกันสิ!)
  2. ไม่จำเป็นต้องสร้าง Brand Recognition ให้คู่แข่ง
    ในเมื่อ Android นั้นฟรีอยู่แล้ว (เฉพาะโค้ดที่อยู่ในโครงการ AOSP) ดังนั้นไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องให้ลูกค้ารับทราบว่าตัวเองนั้นเป็น Android ซึ่งเป็นของคู่แข่ง ให้รู้ว่าเป็น Nokia X System ไปยังจะดีเสียกว่า (ได้หน้าด้วย)

nokia-mwc-2014-2014-02-24-42[1]

แต่อย่างไรเสียก็ต้องตอกย้ำให้ผู้ใช้รู้ว่า Nokia X สามารถใช้งานแอพของ Android ได้ แล้วทำไมกันล่ะ? ในเมื่อเกลียด Android ขนาดนั้นทำไมต้องให้ผู้ใช้รู้ว่าสามารถใช้งานแอพได้?

nokia-mwc-2014-2014-02-24-43[1]

สำหรับหลายๆ คนแล้วการติดกับระบบปฏิบัติการใดๆ อาจจะไม่ใช่แค่ตัวระบบเท่านั้น แต่รวมไปถึง Ecosystem ของระบบด้วย หลายคนอาจจะเสียเงินไปเป็นพันแล้ว สำหรับแอพ หรือเกมส์บนระบบนั้นๆ ครั้นจะให้โยนทิ้งไปเสียดื้อๆ เลยก็คงจะน่าเสียดาย เชื่อว่าหลายๆ คนเองก็น่าจะอยู่ในสถานการณ์นี้เหมือนกัน

จุดอ่อน ณ ตอนนี้ของ Windows Phone ก็คือแอพยังน้อยอยู่ (ในโลกตอนนี้ตลาด Ecosystem เหลือแค่สองเจ้า คือ iOS และ Android) แม้จะเริ่มมีเยอะขึ้นแล้ว แต่ก็ยังตาม Android มากโข ในเมื่อตามห่างนัก ก็ทำให้ใช้งานมันได้ซะเลย ทีนี้ก็กินเรียบ แอพกว่าสามแสนตัวรันได้หมด จบแล้วปัญหาเรื่องแอพ

สำหรับเรื่องผู้ที่เสียเงินไปแล้วกับ Ecosystem นั้นคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะว่ากลุ่มเป้าหมายของ Nokia X คือตลาดเกิดใหม่ และประเทศที่กำลังพัฒนา กลุ่มประเทศเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มคนที่เสียเงินให้กับ App Store หรือ Play Store ไปเป็นพัน

Nokia X นั้นโดยเริ่มต้นไม่สามารถใช้งาน Play Store ได้ (แต่เชื่อว่าหลังจากวางจำหน่ายไม่นาน มีคนแคร็กให้แน่นอน) เนื่องจากบริการ GAPPS อย่าง Google Play, Google Maps ถ้าจะใส่เข้ามาทาง Nokia จะต้องจ่ายเงินให้กับ Google และด้วยความที่ Nokia เองก็เป็นเจ้าตลาด มีคอนเน็คชันและบริการของตัวเองที่หลากหลาย จะไปจ่ายทำไม

Google Apps นั้นก็คือแอพที่อิงกับบริการของ Google หลักๆ ก็คือพวก Gmail, Calendar, Drive, Play, Hangout, G+, Contact

สำหรับบริการที่เป็นไม้ตายอย่างหาแอพอื่นทดแทนยาก ก็คงจะเป็น Play Store กับ Google Maps นั่นเอง (ส่วน Calendar, Drive, Hangout, G+, Contact นั้นหาแอพ 3rd Party มาทดแทนได้ง่ายมาก) แน่นอนว่าทาง Nokia ก็เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว โดยเรื่องของ Store นั้นทาง Nokia ได้เปิด Nokia Store (แถมอวดว่าตอนนี้ก็มีแอพกว่าแสนตัวรอไว้แล้ว) ส่วน Maps นั้นจะมี HERE Maps (เป็นบริการของ Nokia เอง) เรียกได้ว่าพร้อม

nokia-mwc-2014-2014-02-24-45[1]

สำหรับเรื่องของ Nokia Store นั้นก็ไม่ใช่กระจอก เพราะว่า Nokia นั้นมีความสัมพันธ์กับเครือข่ายทั่วโลกมาเป็นเวลานานมาก เปิดตัวมาปุ๊บก็มีบริการอย่างการตัดค่าแอพที่ซื้อผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งก็ว่าได้ เพราะกลุ่มลูกค้าของ Nokia X คือประเทศที่กำลังพัฒนา บัตรเครดิตอาจจะหายากเกินไป การจ่ายเงินได้ง่ายๆ ดูจะเป็นอะไรที่สะดวกกว่ามาก

ข้อเสียเดียวของการไม่มี GAPPS ก็คือไม่มีเฟรมเวิร์คสำหรับ Google เลย ทำให้แอพที่ดึงบริการเหล่านั้นมาใช้ไม่สามารถใช้งานได้ทันที (ลองนึกถึงแอพที่เรียกใช้งาน Maps จาก Google อยู่เบื้องหลัง เช่น Foursquare, Ingress) นักพัฒนาต้องพอร์ตแอพใหม่ แต่ทาง Nokia ก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องยากนัก โดยเตรียมไว้ให้พร้อมแล้ว สามารถพอร์ตแอพมาใช้งานได้ใน 8 ชั่วโมงเลย โดยทาง Nokia ให้ตัวเลขคร่าวๆ ว่า 80% ของแอพทุกอย่างนั้นย้ายมาใช้งานได้ทันที ส่วนอีก 20% อาจจะต้องปรับแก้ตรงนี้บ้าง

สิ่งที่น่าลำบากใจเล็กน้อยสำหรับผู้ใช้งานที่รู้ว่ามันคือ Android คือ Nokia X จะอัพเดทรอบช้ากว่า Android หลัก หรือผู้ผลิตรายอื่นมากๆ เนื่องจากเป็นการนำโค้ดที่มีอายุมา forked เป็นโครงการใหม่ (Nokia X โค้ดเบสมาจาก Android 4.1.2 ที่มีอายุเกือบปีแล้ว) เนื่องจากต้องนำโค้ดมาปรับแต่งจำนวนมาก ทำให้การอัพเกรด เช่นย้ายไปเป็น Android 4.4 นั้นเป็นไปได้ยาก คือไม่ใช่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว แต่ต้องใช้เวลาและกระบวนการนานมาก เรียกได้ว่าอาจจะมีอัพเดทหลักให้ แต่อย่าหวังจะดีกว่า

และด้วยความที่โค้ดมันเก่า ช่องโหว่ที่ถูกค้นพบในอนาคตอาจจะสามารถใช้งานได้ทันที เพราะว่าโค้ดไม่ได้อัพเดทเป็นโค้ดชุดล่าสุดนั่นเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในยุคไอทีเช่นนี้ที่พบช่องโหว่ร้ายแรงที่สามารถจู่โจมระบบปฏิบัติการที่มีอายุสักพัก (เช่นช่องโหว่ล่าสุดใน iOS ที่โจมตีย้อนกลับไปถึงรุ่นเก่าอย่าง iOS 6 เลยทีเดียว) งานนี้ก็ต้องอาศัยศรัทธากับ Nokia ว่าจะอัพเดทและอุดรูรั่วเหล่านี้ได้ไว และปลอดภัยแค่ไหน

Microsoft/Windows Phone เป็นผู้แพ้?

nokia-mwc-2014-2014-02-24-85[1]

ทำไม Nokia และ Microsoft ที่ดัน Windows Phone ของตัวเองทั้งที่มันห่วยอย่างสุดหัวลิ่มทิ่มประตูต้องหันมาทำ Android? นี่ถือว่าเป็นการพ่ายแพ้หรือเปล่า?

สำหรับทาง Nokia เองก็กล้ำกลืนไม่น้อย (สาเหตุที่ต้องใช้ Android นั้นก็เพราะว่าแอพบน Windows Phone มันไม่เยอะเสียที) ส่วนทาง Microsoft เองก็น่าจะลำบากใจในช่วงแรกเหมือนกัน เพราะว่าต้องหันไปใช้โค้ดของคู่แข่ง

แต่ในระยะยาวแล้ว ตอนนี้ทาง Nokia + Microsoft มีความเข้าใจในโครงสร้างของ Android คู่แข่งรายสำคัญที่สุดมากขึ้น แม้ว่าโค้ดดังกล่าวจะตกรุ่นไปแล้วก็ตาม แถมยังตัดส่วนที่เป็น GAPPS ออกไปให้หมด แล้วใส่บริการของตัวเองเข้าไป เรียกได้ว่าเป็นการนำวิกฤติให้เป็นโอกาส เปิดช่องทางให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้ลองประสบการณ์ Windows Phone (แบบไม่เต็มตัว) แถมยังติดตั้ง ลงใช้งานแอพ Android ได้อีกด้วย

งานนี้ถ้ามองว่า Microsoft แพ้ไหม ก็ต้องตอบว่าแพ้ครับ จำนวนแอพแพ้เค้าเห็นๆ จนกระทั่งต้องไปใช้ OS ของคู่แข่ง แต่ถ้าถามว่าการนำ Android มาใช้แบบนี้เจ๊งไหม? ก็ไม่เช่นกันครับ เพราะว่าวางไว้ในตลาดระดับล่าง (ต่ำกว่า Lumia รุ่นล่างสุด แต่สูงกว่า Asha) ถือได้ว่าเป็นตลาดที่ Microsoft และ Nokia ไม่เข้าไปแตะอยู่แล้ว เพราะระดับนี้รัน Windows Phone ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเช่นกัน ขนาด Lumia 520/525 ยังเป็นแค่ Windows Phone ที่ทำอะไรมากไม่ได้เลย การจะเข้าไปตีตลาดโทรศัพท์ราคาถูกแบบนี้ถ้าไม่เป็น Android ก็คงจะยาก แม้ว่าจะมี Asha แต่ Ecosystem ของ Asha นั้นยังแพ้ Android อย่างทาบไม่ติด อีกสิบปีก็อาจจะยังเทียบกับ Android ณ ตอนนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ

nokia-mwc-2014-2014-02-24-12[1]

โดยระยะยาวแล้วผมเองมองว่า Nokia X จะเข้ามาดัน Nokia Asha ให้หายไป (ด้วยราคาที่ต่างกันไม่มาก) หรือถ้าเวอร์ไปกว่านั้น อาจจะเข้ามาเป็นตัวคั่นเวลา ในขณะที่ Windows Phone ยังไม่ฮิตติดลมบน มีแอพน้อยอยู่ก็ให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์แบบ Metro, Live Tiles บน Nokia X ไปก่อน จากนั้นเมื่อต้องการยกระดับสมาร์ทโฟน ผู้ใช้งานย่อมมองยี่ห้อเดียวกันเป็นหลัก ซึ่งเมื่อเลื่อนระดับขึ้นมาก็จะเป็น Nokia Lumia Series นั่นเอง ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้น แอพบน Windows Phone อาจจะได้รับความสำคัญระดับเดียวกับ Android และ iOS อย่างเช่นทุกวันนี้ก็ได้ หรือถ้า Microsoft จะเล่นท่ายาก อาจจะนำ Runtime ของ Android มาใส่ให้กับ Windows Phone ในอนาคต เท่านี้ก็เท่ากับว่าสามารถรันแอพของ Android+Windows Phone ได้แล้ว แอพน้อยไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปในทันที

Nokia Asha Nokia X

เชื่อว่าในปี 2015 เราน่าจะยังเห็นอัพเดทรุ่นใหม่ในตระกูล Nokia X Series อยู่ เพราะปีหน้า Windows Phone คงยังไม่มีโมเมนตัมที่แกร่งเพียงพอที่จะลดความสำคัญ Nokia X  แต่ในปี 2016 เราอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของ Nokia X บ้าง แล้วปี 2017 เราอาจจะเห็น Nokia X สเปคล้าสมัย ที่ลงไปตีตลาดที่ Nokia Asha ทำเอาไว้ก็ได้ เพราะ Asha เองยังคงมีแอพน้อย และจะลงทุนผลักดันให้เกิด เหมือนอย่างที่ Android เป็นในปัจจุบันนั้นคงยาก และเปลืองเงินเปล่าๆ สู้เอา Android มาเลยน่าจะดีกว่า