First Touch Nokia Lumia 920 / 820 : ความหวังของการกลับมาเป็นดาวแห่งตลาด Smartphone

ต้นปี 2011การร่วมมือกับ Microsoft ของ Nokia ในการนำ Windows Phone 7 มาใช้เป็นระบบหลักใน Smartphone ของ Nokia เพื่อให้ลงแข่งในตลาดได้อย่างสมน้ำสมเนื้อกับ iOS / Android ในขณะนั้น จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ปีกว่าๆเกือบจะสองปีแล้ว ผลงาน Windows Phone ของ Nokia ถ้ามองว่าดี ก็ดีที่สุดในบรรดาทุกผู้ผลิต แต่ถ้ามองเทียบกับ OS อื่นแล้ว ถือว่า Nokia ต้องไล่กวดอย่างหนักมากกว่านี้เช่นกัน

Windows Phone 8 ที่ Microsoft เปิดตัวไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา Nokia ถึงจะไม่ใช่ค่ายแรกสุดที่เปิดตัว Smartphone Windows Phone 8 แต่ตอนนี้ Nokia เป็น Windows Phone 8 ที่ทุกคนจับตามองกันมากที่สุด ไม่ว่าจะด้วยจุดขายที่ Nokia ชูว่าเหนือกว่าคู่แข่ง / เรื่องของการทำโฆษณาที่โดนจับผิดหลายรอบ หรือจะด้วยว่ามันคือสิ่งที่ Nokia ทำได้ดีสมกับความยิ่งใหญ่ในอดีตก็ตาม

ในครั้งนี้ MXPhone ขอเล่าถึง Nokia Lumia 920 / 820 ก่อนพบตัวจริงกันในเร็วๆนี้ ทั้งคู่คือ Windows Phone 8 จาก Nokia แบบใหม่แกะกล่องที่กำลังจะลงตลาดในเร็ววันนี้ ตัวเครื่องที่ทาง Nokia นำมาให้สื่อมวลชนและผู้สันทัดกรณีทั้งหลายได้ลองกัน เป็นเครื่องต้นแบบที่พัฒนามาใกล้ตัวขายจริงแล้ว การทำงานเครื่องอยู่ในเกณฑ์ที่นิ่งพร้อมใช้งานแล้ว (แต่ยังไม่นิ่งที่สุด)

Nokia Lumia 920

เริ่มที่พี่ใหญ่ของงานอย่าง Lumia 920 รุ่นเรือธงจาก Nokia ที่เมื่อได้เห็นครั้งแรก ถ้ามองกันผ่านๆ แยกกันระหว่าง Lumia 900 กับ 920 ยากอยู่ แต่ถ้ามองกันดีๆ เส้นสายของ 920 จะมีความหนากว่า 900 ขอบจอของ 920 ที่เล็กลงกว่า 900 ในขณะเดียวกันการจัดวางตำแหน่งของรายละเอียดก็ต่างของ 920 ก็ต่างจาก 900 ทั้งหมด เรียกว่าเป็น Lumia 900 ในแบบเกลาให้สดและลงตัวก็ว่าได้

วัสดุและงานประกอบเครื่องยังคงเป็นแบบ Nokia Lumia 900 เดิม นั้นคือ Unibody ที่ใช้วัสดุ Polycarbornate ตัวเครื่องวางลงใน Body และประกบจอลงเป็นขั้นตอนสุดท้าย ตัวเครื่องเป็นสีแบบขัดเงา Glossy เว้นสีดำเท่านั้น ที่จะได้เป็นวัสดุแบบผิวและการเคลือบสีแบบด้าน เมื่อได้ลองจับถือดู ตัวเครื่องยังให้ความรู้สึกแบบเดียวกับ Nokia N9 / Lumia 900 นั้นคือให้ความแน่นหนาที่ดี งานประกอบที่ไว้ใจได้ ในน้ำหนักที่ถือว่าเหมาะสมต่อการถือ แต่ถ้าเบากว่านี้ได้สักหน่อยก็จะดีกว่านี้

การขยายขนาดหน้าจอและความหนาที่เพิ่มขึ้นของ Lumia 920 เมื่อลองจับถือใช้งานแล้ว ถือว่ายังไม่ถนัดเข้ามือดีที่สุดนัก แต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่า Lumia 900 อย่างรู้สึกได้ ตัวเครื่องค่อนข้างกว้างไปนิดกับมือ ทำให้รู้สึกกำเครื่องแล้วดูล้นไปเล็กน้อย ขนาดจอที่กว้างและสูงขึ้น ทำให้การใช้มือเดียวยังไม่ดีที่สุด บางจังหวะใช้งาน ก็ควรใช้มืออีกข้างมาช่วยแตะจะง่ายกว่า แต่ด้านหลังที่หนาขึ้นของ 920 ช่วยให้รับส่วนโค้งของอุ้งมือได้ดีขึ้น

การตอบสนองในการใช้งานเบื้องต้น ตัวเครื่องใช้ Windows Phone 8 ซึ่งความลื่นไหลในการตอบสนอง ถือว่าทำได้ดีขึ้นกว่า Windows Phone 7 / 7.5 แบบที่ถ้าไม่สังเกตดีๆ จะไม่เห็นว่าลื่นขึ้นอย่างไร จุดที่เห็นได้ชัดคือการตอบสนองการเข้า / ออก ในลูกเล่นต่างๆ การสลับ Mutitask ทำได้ดีกว่าตอนเป็น 7 / 7.5 อย่างรู้สึกได้ การตอบสนองคีย์บอร์ดในการพิมพ์ทำได้ดีมาก เรียกว่าพิมพ์ได้ลื่นไม่แพ้ iOS เลยทีเดียว แต่ถ้าถามว่าน่าตื่นเต้นขึ้นกว่า 7 / 7.5  มากน้อยแค่ไหน? ในเบื้องต้น คงบอกได้ว่า Windows Phone 8 ไม่ได้ให้อารมณ์ที่แตกต่างจาก 7 / 7.5 มากเท่าที่คิดเอาไว้ เรียกว่าเป็นเหล้าเก่าปรับคุณภาพบรรจุขวดใหม่ก็ว่าได้ แต่การปรับครั้งนี้ ก็ให้ผลที่ดีในแง่ความน่าใช้ที่ลงตัวขึ้นกว่า 7 / 7.5 แน่นอน

จุดต่อมาที่ Nokia นำเสนอ นั้นคือเรื่องของการสัมผัสหน้าจอได้ในขณะที่ใส่ถุงมืออยู่ เพราะในประเทศเมืองหนาว โทรศัพท์จอ Capacitive ทั่วไป จะไม่ทำงานถ้าใส่ถุงมืออยู่ แต่จอของ Lumia 920 / 820 เป็น Capacitive ที่ออกแบบให้รับกระแสต่ำได้ ทำให้การใส่ถุงมือ กระแสไฟฟ้าในร่างกายก็จะผ่านถุงมือมาถึงจอได้เช่นกัน ฉะนั้นแล้ว หากผู้ใช้จับวัตถุที่สามารถนำไฟฟ้าต่อได้ ก็สามารถเอาวัตถุนั้นสัมผัสจอแทนนิ้วได้เช่นกัน ซึ่งเมื่อลองกับถุงมือไหมพรมหนาๆ ก็สามารถแตะจอใช้งานได้ปกติ ไม่ว่าจะถู ลาก หรือพิมพ์ โดยที่ไม่ต้องกดนิ้วให้หนักขึ้นแต่อย่างใด แตะลงไปแบบแผ่วเบาเหมือนตอนที่ใข้มือปกติได้ทันที

จุดเด่นต่อมาที่ Lumia 920 นำเสนอ นั้นคือจอแบบ PureMotion HD+ ที่ทาง Nokia บอกว่า การทำงานของจอตัวนี้ ทำให้การเคลื่อนไหวของภาพในจอ ไม่ว่าจะการดูวีดีโอไปจนถึงสิ่งที่เห็นในหน้าจอว่ากำลังเคลื่อนไหว คมชัดตลอดทุกวินาทีของการเคลื่อนไหว ไม่หลอกตา และไม่มีอาการเหมือนเรียกภาพไม่ทัน แบบที่จอของมือถืออื่นเป็นกัน เมื่อลองดูแล้ว ถ้ามองกันผ่านๆ จะไม่รู้สึกถึงลูกเล่นนี้นัก แต่ถ้ามองกับวีดีโอ HD แบบเปิดเทียบกับจอมือถืออื่นแล้ว จะเห็นเลยว่า ในภาพเดียวกัน จังหวะเดียวกัน PureMotion HD+ เรียกภาพในแต่ละวินาทีได้ลื่นไหลมากกว่าจริงๆ

เรื่องสุดท้ายที่จะพูดถึงในการทดลอง Nokia Lumia 920 คือเรื่องของกล้องถ่ายรูป / วีดีโอ โดยใน Lumia 920 เป็นรุ่นที่ 2 ของ Nokia ที่ใช้เทคโนโลยี PureView โดยเทคโนโลยี PureView ใน Nokia Lumia 920 นำมาใช้เพื่อการชดเชยคุณภาพของการถ่ายภาพ ทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อย การสั่นไหวขณะถ่าย ทำได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ค่ารูรับแสงของ Lumia 920 ที่ f/2.0 เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้คุณภาพสมบูรณ์ขึ้น

อย่างต่อมาคือ OIS (Optical Image Stabilization) เทคโนโลยีกันการสั่นไหวของภาพ ที่หลักของมันคือ ในตัวกล้องจะมีเลนส์ประกอบกัน 5 ชิ้น สิ่งพิเศษของ 5 ชิ้นนี้คือ มันสามารถเคลื่อนทตัวเองตามการสั่น เพื่อให้การรับภาพตรงตามการสั่น หากเป็นใน Smartphone อื่น เมื่อเกิดการสั่น ภาพที่ได้จะสั่นไหวตาม เพราะเลนส์ไม่มีความหยืดหยุ่นในการรับภาพได้เท่า

ผลการทดสอบที่ได้จาก Nokia ทำมาให้ดูกัน นั้นคือการถ่ายวีดีโอด้วย Galaxy S III / iPhone 5 / Lumia 920 ในแบบถือกล้องพร้อมกัน และซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ถ่าย ผลที่ได้คือ กล้องวีดีโอของ Lumia 920 คมชัดตลอดทาง การปรับโฟกัสเมื่อเกิดการเปลี่ยนมุม หรือการเปลี่ยนวัตถุแทบไม่มี ในขณะที่ Galaxy S III จับภาพแทบไม่ได้ ส่วน iPhone 5 ถึงคมชัด แต่ก็มีโฟกัสหลุดและกลับมาไม่ทันในขณะบันทึกวีดีโอ ฉะนั้นแล้ว หากจะบอกว่า Nokia Lumia 920 คือ Smartphone ที่ถ่ายวีดีโอได้สมบูรณ์ที่สุด ณ เวลานี้ ก็ไม่ผิดแน่นอน

Nokia Lumia 820

น้องรองของ Windows Phone 8 จาก Nokia ซึ่งสเปครวมก็ไม่ต่างจาก Lumia 920 นัก จุดหลักที่ต่าง เป็นเรื่องของการจัดเรื่องจอ / ความจำในเครื่อง / กล้องถ่ายรูป เมื่อแรกเห็นตัวเครื่อง หน้าตาของเครื่องชวนให้นึกถึงการนำเอาเส้นในโทนที่เคยเจอใน Nokia N Series ในอดีต กลับมาเหลาในแบบสี่เหลี่ยม แล้วตบให้เข้ากับสมัยใหม่จนดูเป็นพี่น้องใน Lumia ได้อย่างลงตัว ถือเป็นการมองแบบแรกเห็นแล้ว

ถ้าไม่นับรุ่นที่เป็น Unibody อย่าง Lumia 800 / 900 / 920 แล้ว หน้าตาของ 820 ถือว่าสวยลงตัวกว่า 710 / 610 แบบดูไม่เป็นของเล่น หรือดู Look Cheap อย่างรุ่นก่อนหน้า การจัดวางปุ่ม ตำแหน่งต่างๆของเครื่อง เหมือนกับใน Lumia 920 ซึ่งนั้นคงเพราะสเปคของ Windows Phone บังคับมา ตัวเครื่องเป็นพลาสติกทั้งหมด ด้านหลังเป็นพลาสติกแบบ Glossy มันเงา เช่นเดียวกับที่เจอใน Lumia 920 (เว้นสีดำ) สามารถถอดเปลี่ยนสีฝาหลังได้ โดยฝาหลังตัวนี้ จะมีฝาหลังสองแบบ คือแบบมาตราฐาน ซึ่งรองรับการใช้งาน NFC แต่ไม่รองรับการใช้งานชาร์จไฟไร้สาย กับแบบรองรับการใช้งาน NFC และชาร์จไฟไร้สายเช่นกัน

เมื่อลองจับถือดู ตัวเครื่องให้อารมณ์แบบ Nokia พลาสติกที่คุ้นเคย นั้นคือ ไม่หนักเกินไป ไม่เบาเกินไป สัดส่วนเครื่องที่เล็กกว่า Lumia 920 เล็กน้อย ช่วยให้การสัมผัสจอทำได้ดีขึ้น แต่ความกว้างเครื่องที่พอกับ 920 ยังทำให้รู้สึกว่าล้นมือไปเล็กน้อย ตัวพลาสติกแบบ Glossy ยังคงลื่นมือไปนิดเมื่อจับถือ ซึ่งเป็นธรรมชาติของพลาสติกแบบเงาเช่นนี้ งานประกอบเครื่องในภาพรวม ทำมาแน่นหนาดี เก็บงานได้ค่อนข้างเรียบร้อย แต่ในแง่ความสวยงามในจุดต่างๆ เนื่องด้วยยังเป็นรุ่นทดสอบ จึงรู้สึกได้ว่า เครื่องขายจริง น่าจะมีการปรับปรุงด้านรายละเอียดด้านสีให้ดูสวยกว่านี้แน่นอน

การถอดฝาหลังเครื่องสามารถทำได้ด้วยการใช้สองมือจับหัวเครื่อง แล้วเอานิ้วกลางของมือแต่ละข้างแคะมันออก ส่วนนิ้วโป้งให้กดไว้ตรงกล้องของเครื่อง ฝาหลังก็จะถอดออกมาได้เอง ตัวเครื่องรองรับการถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่เช่นกัน ฝาหลังของเครื่องถอดไม่ยาก แต่ถ้าไม่เคยถอด จะงงว่าถอดอย่างไร การถอดใส่ให้ความมั่นใจในแง่ความแข็งแรงที่ดี มั่นใจได้ว่าจะไม่แตกง่าย หรือถอดแล้วจะหลวมง่ายในอนาคต

ตัวเครื่องใช้ Winodows Phone 8 เหมือนกับ Lumia 920 ซึ่งการตอบสนองที่ได้ Lumia 820 ก็คล่องตัวเหมือน 920 เช่นกัน แสดงว่าการปรับแต่งเครื่องออกมา ด้วยสเปคเครื่องที่ใช้ CPU / GPU / RAM ที่เหมือนกัน ทำให้ประสบการณ์ใช้งานที่ได้ น่าจะออกมาดีทั้งคู่แน่นอน ในส่วนหน้าจอของเครื่องซึ่งเป็น AMOLED ClearBlack นั้น เมื่อเอาไปเทียบกับจอของ 920 แล้ว ถือว่าสีจอของ 820 ดูหมองลงอย่างรู้สึกได้ แต่ถ้าถือดูเดี่ยวๆ ไม่มองเทียบกับเครื่องอื่น ถือว่า AMOLED ยังทำหน้าที่ออกมาได้สวยอยู่

ในส่วนกล้องของ Lumia 820 ไม่มีเทคโนโลยี PureView ในเครื่อง ฉะนั้น จึงเป็น 8 Megapixel ที่ใช้เลนส์ของ Carl Zeiss แบบ Nokia รุ่นอื่นในค่าย ซึ่งคุณภาพในการลองถ่ายเบื้องต้น ถือว่าทำมาได้ดีกว่าสมัย Nokia Lumia 800 / 900 ขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งต้องมาดูว่า ในตัวขายจริง คุณภาพตรงนี้จะแก้ไขให้ดีกว่ารุ่นเก่าหรือไม่ เพราะใน Lumia 800 / 900 ถึงกล้องจะความละเอียดสูง เลนส์ดี แต่คุณภาพรูปที่ได้ ก็น่าผิดหวังไปพอสมควร อันเนื่องจากการประมวลผลใน Windows Phone 7 ที่ดึงศักยภาพ Hardware ได้ยังไม่เก่งเท่าที่ควร

เมื่อพูดถึงกล้องแล้ว ขอยกลูกเล่นที่มีใน Lumia 920 และ 820 มาเล่ากันต่อ (แบ่งมาเขียนใน 820 บ้าง เพราะใน 920 เล่าเยอะแล้ว เดียวไม่มีอะไรเขียน ^^””) นั้นคือ Nokia City Lens เป็น App ที่ต่อยอดจากการนำข้อมูลใน Nokia Maps มาแปลงให้ผู้ใช้เปิดกล้องถ่ายรูปเครื่อง ต่อ Internet แล้วส่องไปรอบๆ รายละเอียดพิกัดของสถานที่น่าสนใจจะแสดงขึ้น และผู้ใช้สามารถแตะดูรายละเอียด แชร์ให้เพื่อน และไปตามเป้าหมายที่ดูได้ทันที ซึ่งจากการลองคร่าวๆ สามารถใช้งานในไทยได้จริง ถือว่าเป็นสิ่งน่าสนใจที่ App ทำนองเดียวกันใน OS อื่น อาจทำได้ไม่ดีเท่าเช่นกัน

อย่างสุดท้ายที่ขอยกมาพูดใน Nokia Lumia 820 (ซึ่งใน 920 ก็มีเช่นกัน) นั้นคือ การชาร์จไฟแบบไร้สาย โดย Nokia เลือกใช้มาตราฐานที่เรียกว่า QI ซึ่งเรียกว่า “ชี่” โดยคำว่าชี่ เป็นภาษาจีน แปลว่าพลังงานชีวิต มาตราฐาน QI เป็นมาตราฐานที่บริษัทที่ทำอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ระบบชาร์จไฟไร้สาย เลือกใช้มาตราฐานดังกล่าว ซึ่ง Nokia มองว่า เป็นมาตราฐานกลางที่เหมาะสมต่อการนำมาใช้ในอุปกรณ์ของตัวเอง

การชารจ์ไร้สาย เพียงแค่ต่อไฟกับอุปกรณ์ชาร์จไร้สายไว้ในบ้านรอ เมื่อกลับเข้าบ้าน ต่อการชาร์จไฟให้โทรศัพท์ ก็นำด้านหลังโทรศัพท์วางประทับกับที่ชาร์จได้ทันที ตัวเครื่องจะเริ่มชาร์จทันทีที่วางลงที่แท่น ทั้งนี้ การชาร์จไร้สาย ก็นำไปผสมกับอุปกรณ์ NFC อย่างลำโพงได้เช่นกัน ลำโพงของ JBL ที่พัฒนาร่วมกับ Nokia ให้ผู้ใช้สามารถชาร์จพร้อมกับเล่นเพลงผ่าน NFC ได้ทันทีเช่นกัน

เมื่อลองใช้งานดู การตอบสนองในการชาร์จของทั้ง Lumia 920 / 820 กับอุปกรณ์ไร้สาย ถือว่าทำได้จริง เพราะเพียงแค่วางเครื่องลงแท่นชาร์จ เพียงแค่หลักวินาที การชาร์จก็ตอบสนองทันที ไฟที่วิ่งเข้าเครื่องมีความสม่ำเสมอไม่ต่างกับการชาร์จด้วยสาย เพียงแต่การชาร์จไร้สาย หากต้องการหยิบเครื่องมาเล่น หรือต้องการใช้งาน อาจไม่สะดวกเท่าสาย เพราะถ้าเครื่องเคลื่อนออกจากแท่นวาง การชาร์จจะหลุดออกเองในทันทีเช่นกัน การชาร์จไร้สาย จึงเหมาะกับการชาร์จแบบตอนนอน แล้วเช้าตื่นมาหยิบออก หากต้องการชาร์จไปเล่นไป แบบต่อสายยังคงดูสะดวกมากกว่า

สรุป

“ความหวังที่มีสิทธิเป็นจริงของ Nokia เหลือแค่ราคากับแรงจูงใจทางระบบ”

นี่คือครั้งแรกที่ผมรู้สึกได้ทันทีหลังลองเล่นเสร็จว่า Nokia ได้สร้าง Smartphone ที่แข่งกับเพื่อนในตลาดอย่าง iPhone / Android ระดับบน แบบสมน้ำสมเนื้อกับเค้าซะที ไม่เป็น Smartphone ลุ่มๆดอนๆแบบ Symbian ไม่เป็น Smartphone ไม่เต็มใบอย่างตอน Windows Phone 7 ไม่เป็น Smartphone ที่ดังแบบไร้การหนุนหลังอย่าง Meego  เป็นความหวังที่เชื่อว่า ทั้งกองเชียร์ Nokia และคน Nokia น่าจะรู้สึกภูมิใจอย่างเต็มปากเต็มคำว่า “นี่คือ Smartphone ที่ออกตลาดสู้กับชาวบ้านได้ซะที”

ตัวเครื่องทั้ง Lumia 920 / 820 ในแง่หน้าตาแล้ว ถือว่ายังคงความโดดเด่นในการเป็น Nokia ที่หลายคนติดใจอยู่ มองนานๆแล้วอาจจะสวยกว่า Nokia ในอดีตบางรุ่นด้วยซ้ำไป งานออกแบบเป็นเอกลักษณ์ที่เกลาต่อจากนี้ไม่ยาก หากเทียบเรื่องหน้าตาเครื่องกับคู่แข่งในตลาด ถือว่าในเรื่องหน้าตาเครื่องสอบผ่านอย่างมีเอกลักษณ์แน่นอน งานประกอบกับวัสดุที่ใช้ ถึงยังไม่ใช่โลหะ และยังยืนพื้นกับ Polycabornate กับพลาสติกแบบเดิม แต่ก็มีการปรับปรุงช่องไฟ การเปลี่ยนวัสดุปุ่มให้เป็นแบบด้าน รวมถึงจัดวางตำแหน่งของการใช้งานใหม่ ซึ่งลงตัวกว่าในรุ่นเดิมพอสมควร

ลูกเล่นจุดขายที่ Nokia พูดถึง เป็นลูกเล่นที่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริง ไม่ว่าจะกล้องถ่ายรูปใน 920 ที่สมกับที่ Nokia โฆษณาคุณสมบัติไว้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องการถ่ายรูปในแบบปกติที่สวยอยู่แล้ว ในสภาพแสงน้อยที่เป็นจุดขาย กล้องวีดีโอที่ออกมาได้คมทุกสภาวะ เรียกว่าเป็นหัวแถวของกล้องถ่ายรูป / กล้องวีดีโอ ใน Smartphone ที่ดีที่สุดในกลุ่มอีกรุ่นได้อย่างแน่นอน

หน้าจอ PureMotion HD+ / การสัมผัสหน้าจอแบบผ่านถุงมือหรือวัตถุนำไฟฟ้าได้ / Nokia City Lens ก็เป็นจุดขายที่สัมผัสได้จริง และมีประโยชน์ต่อการใช้งานจริง เพราะหน้าจอที่สวยและเนียนขึ้น กับหน้าจอที่สัมผัสได้หลายหลายสถานการณ์มากขึ้น เป็นสิ่งที่ผู้ใช้มีโอกาสได้ใช้กันทุกวันได้อย่างลงตัวแน่นอน ในส่วนการชาร์จไร้สาย ถึงเป็นของเล่นใหม่ที่อาจไม่แพร่หลายในเร็ววันนี้ แต่ก็เป็นของเล่นที่ผู้ได้ใช้ ก็น่าจะชอบเช่นกัน

จุดอ่อนของ Nokia Lumia 920 / 820 ไม่ได้อยู่ที่ตัวเครื่อง เพราะ Nokia ทำลูกเล่นเครื่องได้ชวนซื้อมาแล้ว จุดอ่อนของมันกลับอยู่ที่ Windows Phone 8 เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ว่า Windows Phone 8 ไม่ดี แต่ถ้าเคยได้สัมผัสจาก 7 / 7.5 มาก่อนแล้ว จะรู้สึกได้เลยว่า Windows Phone 8 ยังมีหลายจุดที่ไม่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ถึงหลายอย่างจะเติมเต็มมากขึ้น แต่ความรู้สึกจากการใช้งาน ยังคงเป็น OS ที่ดูน่าเบื่อต่อการใช้งานทุกวัน ขาดความตื่นตาตื่นใจแบบที่ iOS / Android เป็นอยู่พอสมควร

หลายส่วนที่ iOS / Android ทำได้ และจำเป็นต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน Windows Phone 8 ก็ยังไม่ได้ปรับปรุง ในขณะเดียวกัน ระบบนิเวศของ Windows Phone ยังคงไม่น่าดึงดูด คุณภาพของ App ยังสู้ฝั่ง iOS / Android ไม่ได้ ทั้งที่พื้นที่ของ Windows Phone ยังเปิดกว้างมากที่จะให้ผู้พัฒนามากอบโกยเงิน แต่ผู้พัฒนา App กลับไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร? จุดอ่อนตรงนี้ จึงไม่ใช่ความผิดของ Nokia แต่เป็นเรื่องที่ Nokia และผู้ผลิตอื่นๆ ต้องออกแรงในการจี้ให้ Microsoft แก้ไขอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เวลาต่างๆจะสายจนเกินไป

อย่างสุดท้ายที่ต้องจับตามอง นั้นคือราคาขายของเครื่อง Nokia ประเทศไทย มีแผนจะส่งทั้ง Lumia 920 / 820 วางขายในไทยช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งถือว่าไม่รอนานจนเกินไป แต่ราคาที่ขายสำคัญมาก Nokia Lumia 920 ไม่ควรจะแพงกว่า 900 เดิมมากไปนัก หรือจะให้ดีควรขายเท่า 900 เดิมด้วยซ้ำ ในส่วน Lumia 820 ควรวางในราคาหมื่นกลางไม่เกิน 16,000 ซึ่งส่วนตัวแล้ว มองว่านี่เป็นราคาที่เหมาะสมกับสภาวะที่ Smartphone ของ Nokia เป็นมวยรองในตลาดเช่นนี้ และราคานี้ ช่วยปูพรมกระแส Smartphone Nokia ให้กลับมาได้ในระดับที่น่าพอใจได้แน่นอน

ในขณะเดียวกัน หากในอนาคต Nokia เปิดตัว Windows Phone 7.8 ซึ่งวางตัวเป็นรุ่นล่างกว่า Windows Phone 8 ทั้งสองรุ่นแรกนี้ Nokia ประเทศไทยก็ไม่ควรเอามาขาย เพราะการไม่รองรับภาษาไทย รวมถึงการดันรุ่นเก่าออกจากสต็อกด้วยการโปรโมท Windows Phone 7.8 น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าเช่นกัน

เชื่อว่า Nokia ก็ฝากความหวังกับทั้งคู่เป็นพระเอกพา Nokia กลับสู่เกมของตลาด Smartphone ได้อย่างแน่นอน ตอนนี้งานของ Nokia เสร็จไปครึ่งนึงแล้ว เหลือแค่ผู้บริโภคเท่านั้น ที่จะให้คำตอบว่า Nokia จะกลับมาแจ้งเกิดในตลาด Smartphone อีกรอบกับเค้าได้หรือไม่?

ที่มา: Nokia Thailand