มากกว่าก็แรงกว่า! ดูกันชัด ๆ เมื่อ AIS เป็นค่ายที่ถือครองคลื่นความถี่มากกว่าใครในตลาด

หลังจากปิดฉากการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2561 ได้เพียงวันเดียว AIS ไม่รอช้าที่จะประกาศว่า ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการที่มีคลื่นความถี่รวมในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มากที่สุดในอุตสาหกรรม คือจำนวน 120 MHz (60 MHz X 2) นั่นจึงรองรับผู้ใช้บริการได้มากที่สุดในไทย

เพื่อให้เห็นภาพแบบชัด ๆ เราลองมาดูกันว่าตอนนี้ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือแต่ละราย ทั้ง AIS, dtac และ TrueMove H ถือครองคลื่นความถี่อะไรและมีจำนวนเท่าไหร่กันบ้าง โดยนับรวมคลื่นความถี่ที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. และคลื่นความถี่ตามสัญญากับพันธมิตร

เมื่อดูจากภาพ จะเห็นชัดว่าตอนนี้ AIS ถือครองคลื่นความถี่รวมทั้งหมด 120 MHz (60 MHz X 2) โดยแบ่งเป็นคลื่นความถี่ 900 MHz จำนวน 20 MHz (10 MHz X 2), คลื่นความถี่ 1800 MHz จำนวน 40 MHz (20 MHz X 2) และคลื่นความถี่ 2100 MHz จำนวน 30 MHz (15 MHz X 2) ที่เป็นของ AIS เอง และอีก 30 MHz (15 MHz X 2) ที่เป็นพันธมิตรร่วมกับ TOT

ส่วน TrueMove H ถือครองคลื่นความถี่รวมทั้งหมด 110 MHz (55 MHz X 2) โดยแบ่งเป็นคลื่นความถี่ 850 จำนวน 30 MHz (15 MHz X 2) ที่เป็นพันธมิตรร่วมกับ CAT, คลื่นความถี่ 900 MHz จำนวน 20 MHz (10 MHz X 2), คลื่นความถี่ 1800 MHz จำนวน 30 MHz (15 MHz X 2) และคลื่นความถี่ 2100 MHz จำนวน 30 MHz (15 MHz X 2)

และ dtac ถือครองคลื่นความถี่รวมทั้งหมด 100 MHz (50 MHz X 2) โดยแบ่งเป็นคลื่นความถี่ 1800 MHz จำนวน 10 MHz (5 MHz X 2) คลื่นความถี่ 2100 MHz จำนวน 30 MHz (15 MHz X 2) และคลื่นความถี่ 2300 MHz จำนวน 60 MHz (30 MHz X 2) ที่เป็นพันธมิตรร่วมกับ TOT

ต้องขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนับจำนวนคลื่นความถี่ เพราะอาจจะมีการเรียกที่แตกต่างกัน โดยมีการนับทั้งแบบคูณ 2 และไม่คูณก็มี ซึ่งการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนใหญ่ในบ้านเราจะใช้แบบ FDD (Frequency Division Duplexing) จะเป็นการรับและส่งข้อมูล (Downlink / Uplink) ในเวลาเดียวกัน จึงต้องมีการคูณ 2 เพื่อเป็นการนับจำนวนคลื่นความถี่แบบครบถ้วน ส่วนแบบ TDD (Time Division Duplexing) จะเป็นการสลับการรับส่งข้อมูล จึงไม่ต้องมีการนับแบบคูณ 2

ดังนั้นการที่ AIS ประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ครั้งล่าสุดมาที่ 10 MHz (5 MHz x 2) ก็เหมือนเป็นการเติมเต็มให้กับคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่มีอยู่เดิม 30 MHz (15 MHz x 2) ทำให้รวมกันเป็นแบนด์วิธที่กว้างที่สุดถึง 40 MHz (20 MHz x 2) และยังเป็นความถี่ที่ติดกันอีกด้วย ซึ่งคลื่นความถี่ 1800 MHz เป็นย่านความถี่ที่ดีสุดและเหมาะสมที่สุดในการให้บริการ 4G ในระบบ FDD ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามมาตรฐานของเทคโนโลยี

AIS จึงเรียกคลื่นความถี่นี้ว่า Super Block เพราะโดยปกติคลื่น 1 บล็อก จะมีความกว้างจำนวน 40 MHz (20 MHz x 2) และ AIS ก็ได้คลื่นความถี่ 1800 MHz นี้มาแบบเต็มความกว้าง 40 MHz (20 MHz x 2) พอดี

โดยข้อดีของการมีคลื่นความถี่ 1800 MHz จำนวน 40 MHz (20 MHz X 2) แบบกว้างเต็มแถบ คือ

  1. หลังเปิดใช้งานคลื่นความถี่ใหม่ จะมีผลทำให้ความเร็วของการใช้งาน 4G ของผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 30% ซึ่งความเร็ว 4G จากเดิมเฉลี่ย 300 Mbps ก็จะเพิ่มเป็น 390 Mbps
  2. เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับจำนวนผู้ใช้งานได้ถึง 33%
  3. สามารถเปิดให้บริการได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้งสถานีฐานหรืออุปกรณ์ใหม่ โดยมีสัญญาณครอบคลุมมากกว่า 98% ทั่วประเทศในทุกจังหวัด เพียงพอต่อการรองรับการใช้งานของลูกค้าทั้งสิ้นกว่า 40 ล้านเลขหมาย และรองรับการขยายตัวของผู้ใช้บริการที่จะมีการใช้งานดาต้าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
  4. เป็นคลื่นที่สามารถรองรับกับสมาร์ทโฟน 4G ได้ทุกรุ่น และยังเป็นคลื่นที่มีมือถือรองรับมากที่สุดตั้งแต่หลักพันยันระดับไฮเอนด์

เมื่อนับรวมคลื่นความถี่ 1800MHz จำนวน 40MHz (20MHz X 2), คลื่นความถี่ 2100MHz จำนวน 30MHz (15MHz X 2) ที่เป็นของ AIS เอง และอีก 30MHz (15MHz X 2) ที่เป็นพันธมิตรร่วมกับ TOT และคลื่นความถี่ 900MHz อีกจำนวน 20MHz (10MHz X 2)

ทำให้ AIS มีคลื่นความถี่ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมทั้งสิ้น 120 MHz (60 MHz x 2) และมีแบนด์วิธคลื่นกว้างที่สุดเพียงรายเดียวในประเทศ จึงสามารถส่งมอบประสบการณ์ใช้งาน 4G ที่ดียิ่งกว่าให้กับผู้ใช้งาน และพร้อมต่อการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเครือข่ายในอนาคต หรือแม้แต่ 5G อีกด้วย

คลื่นความถี่ 1800 MHz นอกจากจะเหมาะสำหรับการให้บริการ 4G แล้ว ยังสามารถนำไปใช้ในการให้บริการ IoT (Internet of Things) ได้อีกด้วย โดยก่อนหน้านี้จะมีเครือข่าย NB-IoT ที่ AIS ใช้คลื่นความถี่ 900 MHz และคลื่นความถี่ 1800 MHz สำหรับเครือข่าย eMTC (Enhance Machine Type Communication)

ทั้งนี้ AIS พร้อมนำคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่ประมูลมาได้เพิ่มในครั้งนี้ เตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เมื่อได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. และภายหลังจากบริษัทได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการดำเนินการอย่างครบถ้วน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการประมูล และหลังจากที่คลื่นนี้จะหมดสัญญาสัมปทานเดิม ซึ่งคาดว่าน่าจะเปิดใช้ได้ช่วงปลายเดือนกันยายนที่จะถึงนี้