เปิดมิชชั่น AIS กับความท้าทายใหม่ ปักหมุดประเทศไทยสู่ผู้นำนวัตกรรมสื่อสาร ในวงการเทเลคอมระดับโลก

เทคโนโลยีเครือข่ายมือถือในบ้านเราช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานับว่าพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หลายคนผ่านช่วงเวลามาตั้งแต่ยุค 1G, 2G, 3G จนถึง 4G ในปัจจุบัน และกำลังจะก้าวไปสู่ยุค 5G ในอนาคตอันใกล้นี้ ตลอดจนการเกิดขึ้นของอุปกรณ์ดีไวซ์ชนิดใหม่ๆ ที่ได้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการใช้งานในรูปแบบที่หลากหลาย อันส่งผลให้ปริมาณการใช้งานบนเครือข่ายมือถือนั้นเติบโตมากขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้นเทคโนโลยีต่าง ๆ บนเครือข่ายมือถือก็จะยังคงได้รับการพัฒนาต่อไป เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและความสามารถของระบบให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น และเมื่อพูดถึงผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ในไทย ที่ไม่ว่าจะกี่ทศวรรษผ่านไป ทำไม AIS ก็ยังเป็นแบรนด์อันดับ 1 ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจมากที่สุดของประเทศ ด้วยจำนวนผู้ใช้งานเกินกว่า 40 ล้านเลขหมาย ซึ่งวันนี้เราจะมาเล่าให้อ่านกันว่าทำได้อย่างไร

แน่นอนว่าการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงใจกับกลุ่มลูกค้า รวมถึงการนำเสนอแคมเปญกิจกรรมและมอบสิทธิพิเศษด้านต่างๆ ที่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจลูกค้าแล้ว AIS ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยีเครือข่าย และไม่เคยหยุดที่จะสรรหานวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งที่คิดค้นพัฒนาขึ้นมาเองจากทีมห Innovator หลังบ้านของ AIS รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอให้กับผู้ใช้งาน

ซึ่งสำหรับใครหลายคนหรือผู้ใช้งานอย่างเราๆ อาจจะไม่ค่อยได้สนใจกับเรื่องของเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่อยู่เบื้องหลังเหล่านี้เท่าไหร่นัก เพราะมันอาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป และคำว่าเบอร์ 1 ของผู้นำเครือข่ายเหมือนเป็นแค่คำโฆษณาและใครๆ ต่างก็พูดได้

แต่บางคนน่าจะยังไม่รู้ด้วยว่าหลาย ๆ เทคโนโลยีที่ AIS นำมาให้เราได้ใช้นั้น คือเครื่องยืนยันความเป็นผู้นำเบอร์ 1 อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด จากความสำเร็จของ AIS ที่สามารถพัฒนาได้เป็นรายแรกของโลก รายแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือรายแรกของประเทศไทย และได้รับการยอมรับจากแวดวงเทเลคอม และประเทศชั้นนำด้านนวัตกรรมทั่วโลก

งั้นเราลองมาลองดู Timeline ความสำเร็จของ AIS กับมิชชั่นของการเป็น Network Innovator ของ AIS ว่าที่ผ่านมาได้คิดค้นและถูกนำมาเพิ่มประสิทธิภาพให้คนไทยได้ใช้กัน

Mission 1 : แตกต่างตั้งแต่เริ่มต้น กับ AIS 4G ที่ดีไซน์สเปกตัวอุปกรณ์ขึ้นใหม่ เป็นรายแรกของโลก!
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2012 AIS ได้ประมูลคลื่น 2100 MHz เพื่ออัปเกรดการให้บริการจาก 3G บนคลื่น 900 MHz และในเดือนพฤษภาคมของปีถัดมาก็เริ่มขยายเครือข่าย 3G 2100 MHz ทั่วประเทศ ซึ่งต่อมาในปี 2558 เดือนพฤศจิกายน ได้ประมูลคลื่น 1800 MHz และอีกเพียง 2 เดือนให้หลังก็เริ่มเปิดให้บริการ AIS 4G ADVANCE อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยจำนวนสถานีฐาน 4G มากกว่า 75,000 สถานีฐาน

จริงๆ แล้วเรื่องการเปิดให้บริการ 3G, 4G ก็ดูเหมือนเป็นแค่เรื่องธรรมดาทั่วไป เพราะทุกค่ายนั้นก็เปิดให้บริการเหมือน ๆ กันในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ AIS แตกต่างคือการดีไซน์ตัวระบบ และอุปกรณ์ขึ้นมาใหม่ ถ้าพูดให้ฟังดูง่ายก็คือเปรียบกับการตัดเย็บขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง ไม่ใช้แค่การซื้อแล้วนำมาติดตั้งเพียงอย่างเดียว

ยกตัวอย่างเรื่องเสาส่งสัญญาณ จากเดิมที่โดยปกติแล้วจะส่งสัญญาณได้แค่ 3 Sector แต่ AIS สามารถทำให้ส่งสัญญาณเป็น 6 Sector ได้ ซึ่งหลาย ๆ ผู้ให้บริการเคยลองทำมาแล้วแต่ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดของตัวสายอากาศ และอุปกรณ์ที่มีอยู่ในตลาดไม่สามารถทำได้ ดังนั้นทางออกของโจทย์นี้ก็คือต้องสร้างขึ้นมาใหม่ AIS จึงดีไซน์สเปกตัวอุปกรณ์ให้ผู้ผลิตทำขึ้นโดยเฉพาะ นั่นจึงทำให้ AIS เป็นผู้ให้บริการรายแรกในโลกที่ทำเรื่องนี้สำเร็จ

AIS 4G ADVANCE มีเทคโนโลยี Download Modulation 256 QAM / Upload Download 64 QAM เพิ่มประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลจำนวนมหาศาล ทำให้เพิ่มขีดความสามารถในการดาวน์โหลดแรงขึ้น 30% เมื่อเทียบกับ 4G ปกติ รวมทั้งเทคโนโลยี Download MIMO 4×4 ที่เป็นเทคโนโลยีการรับส่งสัญญาณจากสถานีฐาน ด้วยการใช้งานระบบ 4 เสา สามารถรับส่งข้อมูลได้ในจำนวนมาก ๆ พร้อม ๆ กัน หรือแรงมากขึ้น 2 เท่า เปรียบได้กับการทำถนนเป็น 4 เลน เพื่อให้รถจำนานมากๆ วิ่งได้พร้อมกัน

หรือเทคโนโลยี CA (Carrier Aggregation) ที่เป็นการนำคลื่นความถี่ต่างกันมารวมกัน โดย AIS ได้นำคลื่นความถี่ 1800 MHz มารวมกับคลื่นความถี่ 2100 MHz ซึ่งก็เป็นผู้ให้บริการรายแรกในโลกที่ทำเรื่องนี้สำเร็จอีกเช่นกัน

Mission 2 : เปิดตัว 4.5G เชิงพาณิชย์เป็นเจ้าแรก
ถัดมาในเดือนมีนาคม ปี 2559 AIS สร้างปรากฏการณ์รายแรกของโลกอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว AIS 4.5G เทคโนโลยี LTE-U / LAA (LTE-Unlicensed / License Assisted Access) การรวมคลี่นความถี่ปัจจุบัน (ที่ได้รับอนุญาต) เข้ากับคลื่นความถี่สาธารณะ จึงทำให้ AIS 4.5G สามารถรับส่งข้อมูลเร็วกว่าเครือข่าย 4G ถึง 2 เท่า

และในปี 2560 AIS ก็ได้ประกาศความสำเร็จครั้งแรกของโลก ในการพัฒนาเทคโนโลยี 4G Massive MIMO 32T32R ในระบบ FDD ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Huawei เพื่อเตรียมความพร้อมด้านนวัตกรรมเครือข่ายให้ประเทศไทยก้าวสู่เทคโนโลยี 5G ในอนาคต โดย Massive MIMO 32T32R ถือเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขยายขีดความสามารถในการรองรับการใช้งานให้เพิ่มขึ้นจากระบบเดิมอีก 5-8 เท่า (ขึ้นอยู่กับโทรศัพท์มือถือแต่ละรุ่น)

จนมาถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2561 AIS ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเรื่องดีไวซ์ ที่ยังไม่มีรายใดในไทยทำได้  โดยร่วมมือกับ Samsung และ Sony พัฒนาสมาร์ทโฟนให้รองรับเทคโนโลยี LAA บนเครือข่าย AIS 4.5G ได้สำเร็จเป็นรายแรกของไทย ซึ่งได้แก่ Samsung Galaxy S9 I S9+ และ Sony Xperia XZ2 Premium

Mission 3 : ปรากฏการณ์ AIS NEXT G รวมความเร็วเครือข่าย ให้คนไทยได้ใช้เน็ตเร็วสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ย้อนไปอีกครั้งเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2560  AIS ได้เปิดตัว AIS NEXT G โดยความร่วมมือกับพันธมิตร KT (Korea Telecom) ผู้ให้บริการเครือข่ายจากประเทศเกาหลีใต้ โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Multipath TCP ที่สามารถรวมความเร็วอินเทอร์เน็ตของเครือข่ายมือถือและเครือข่าย WiFi เข้าด้วยกัน ส่งผลให้พื้นที่ใดก็ตามที่มีทั้งเครือข่าย AIS 4G ADVANCED และ AIS SUPER WiFi อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ก็จะสามารถใช้งาน NEXT G ได้

และเดือนกรกฎาคม 2561 AIS ก็ตอกย้ำความสำเร็จอีกครั้ง ด้วยการจับมือกับแบรนด์มือถือชั้นนำ ทั้ง Huawei, Samsung, OPPO, Vivo, Sony, LG, Xiaomi, Honor และ OnePlus เพื่อประกาศว่าสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่มีเวอร์ชั่น 7.0 ขึ้นไป ที่มีกว่า 15 ล้านเครื่องในตลาด พร้อมรองรับการใช้งานเครือข่าย NEXT G ผ่านแอปพลิเคชันได้แล้ว จากเดิมที่ยังมีข้อจำกัดตรงที่สามารถใช้กับสมาร์ทโฟนได้เพียงแค่บางรุ่นเท่านั้น เรียกว่า NEXT G มาสะเทือนวงการเทเลคอมไทยครั้งใหญ่ และเป็นตัวแปรที่ทำให้เทคโนโลยีเครือข่ายของ AIS ทิ้งห่างคู่แข่งในประเทศไปแบบไม่เห็นฝุ่น

Mission 4 : รายเดียวในไทย ที่ทำให้ IoT ใช้ได้ในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฏี
เดือนสิงหาคม 2561 ทาง GSMA ออกมารับรองว่า AIS เป็นผู้ให้บริการ IoT มีทั้งเครือข่าย NB-IoT (Narrow Band และเครือข่าย IoT) eMTC (Enhance Machine Type Communication) ครอบคลุมแล้ว 77 จังหวัด เป็นรายแรก และรายเดียวของไทย พร้อมให้บริการเชิงพาณิชย์

ซึ่งเครือข่าย eMTC เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีเครือข่ายมาตรฐานที่ควบคู่กับเทคโนโลยี NB-IoT โดยมีคุณสมบัติเสริมซึ่งกันและกัน อาทิ eMTC สามารถสนับสนุนการใช้งาน IoT แบบเคลื่อนที่ เช่น Connected Car รวมถึงสามารถรับ/ส่ง ข้อความเสียงในอุปกรณ์ IoT ยุคใหม่ ๆ ได้ ในขณะที่ NB-IoT จะเน้นเรื่องการประหยัดพลังงานของอุปกรณ์และสามารถสื่อสารได้ในระยะไกล อย่างไรก็ตามด้วยมาตรฐาน 3GPP ได้ออกแบบให้ eMTC และ NB-IoT สามารถใช้งานร่วมกับ 5G ในอนาคตด้วย จึงเป็นเทคโนโลยีที่สามารถใช้งานได้ในระยะยาว

NB-IoT และ eMTC จะรองรับการใช้งานของอุปกรณ์ IoT ที่ออกแบบให้ทำงานได้ยาวนานถึง 10 ปี โดยไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ ทะลุทะลวงเข้าถึงในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด เช่น ท่อน้ำใต้พื้นดิน ช่องชาร์ปของอาคารสูง แต่ยังคงให้ความปลอดภัยตามมาตรฐานเช่นเดียวกับเทคโนโลยี 4G LTE โดยเพิ่มขีดความสามารถในการเชื่อมต่อ และลดข้อจากัดด้านพลังงาน เหมาะแก่การนำไปใช้ในทุกกลุ่ม อาทิ Smart City, Smart Industrial, Smart Logistics และ Smart Home เป็นต้น

โดยหลังจาก AIS ประกาศเปิดให้บริการ IoT เชิงพาณิชย์ได้แล้วเป็นรายแรกของไทย ก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากทั้งทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีการนำ IoT มาพัฒนาเป็นโซลูชั่นต่าง ๆ อาทิ Smart City, Smart Environment, Smart Machine, Smart Manufacturing ฯลฯ นับเป็นสร้างประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้าน ทั้งการใช้ชีวิตของคนในสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเสริมขีดความสามารถให้กับภาคธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งเป็นโครงการต้นแบบนวัตกรรม IoT ให้กับภาครัฐและภาคการศึกษา ที่มีเปิดให้ใช้งานจริงแล้ว

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นตอกย้ำภาพของ AIS ได้อย่างชัดเจน ในฐานะของผู้ให้บริการที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายในทุก ๆ มิติ เพื่อให้คนไทยได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดที่ล้วนแล้วแต่เป็นมาตรฐานระดับโลก