มาแล้ว Fitbit Charge 3 เคาะราคาไทย 6,490 บาท ขายแล้ววันนี้

ประกาศวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับ Fitbit Charge 3 ฟิตเนสแทรคเกอร์ตระกูล Charge ปรับดีไซน์ใหม่ให้หรูพรีเมียมและมีฟังค์ชั่นที่ชาญฉลาดมากขึ้น สนนราคาขายในไทยที่ 6,490 บาท

Fitbit Charge 3 ใช้ตัวเรือนเป็นอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาด้วยเทคโนโลยีอากาศยาน จอทัชสกรีนคลุมด้วย Gorilla Glass 3 หน้าจอระบบสัมผัสที่คมชัด ใหญ่กว่าเดิมเกือบ 40% และสว่างกว่ารุ่นเดิม ให้ประสบการณ์ที่ไวต่อสัมผัส ตัวเรือนถูกปรับดีไซน์ให้บางลงและมีคุณสมบัติกันน้ำลึกได้ 50 เมตร และมีแบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 7 วัน

ในรุ่นนี้มาพร้อมกับเซ็นเซอร์วัดการเต้นหัวใจที่ทันสมัยที่สุดของแบรนด์ PurePulse มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดสัมพัทธ์ อย่าง Relative SpO2 sensor ด้านโหมดออกกำลังกายที่มีให้เลือกมากกว่า 15 โหมด สามารถใส่ว่ายน้ำได้ พร้อมด้วย แดชบอร์ดข้อมูลสุขภาพ, การติดตามสุขภาพสำหรับสุภาพสตรี, ฟังก์ชั่นติดตามการนอนในช่วงต่าง ๆ พร้อมข้อมูลวิเคราะห์ และประสบการณ์อื่น ๆ อีกมากมาย

ด้านความสามารถของสมาร์ทฟีเจอร์ในรุ่นนี้ก็พลาดการติดต่อด้วยฟีเจอร์การแจ้งเตือน มีโหมดตอบกลับเร็ว (Quick Replies) สำหรับระบบ Android ที่จะเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้ และมีระบบการชำระเงิน ”Fitbit Pay” ตรงจากข้อมือใช้งานง่ายและปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันก็เปิดใช้งานในไทยแล้ว โดยร่วมมือกับทาง KTC, K Bank และ SCB พร้อมมีแผนที่จะร่วมมือกับธนาคารต่างๆเพิ่มเติมอีกในอนาคต

Fitbit Charge 3 พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคา 6,490 บาท ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วไปเช่น บีทูเอส, .Life , คิงพาวเวอร์, พาวเวอร์บาย, วีมาร์ท และลาซาด้า มีจำหน่ายทั้งแบบสีดำพร้อมกรอบอะลูมีเนียมกราไฟต์ หรือสีบลูเกรย์พร้อมกรอบอะลูมิเนียมสีชมพูโรสโกลด์ และรุ่น Special Edition ในราคา 6,990 บาท ส่วนอุปกรณ์เสริมอย่างสายต่างๆราคาจะอยู่ที่ระหว่าง 990-1,890 บาท

หลุยส์ ลายย์ ผู้จัดการประจำประเทศในกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Fitbit เผยว่าในปัจจุบัน Fitbit คืออันดับ 1 ของแบรนด์กลุ่ม Wearable ด้วยยอดขาย 84 ล้านเครื่องในไตรมาสที่ 2 ของปี 2018 โดยที่มีการทำตลาดใน 86 ประเทศทั่วโลก มียอดผู้ใช้งานกว่า 25.4 ล้านราย

นอกจากการพัฒนาโปรดักซ์อีกหนึ่งสิ่งที่ทางแบรนด์ให้ความสนใจคือทำให้อุปกรณ์รองรับกับภาษาท้องถิ่น ซึ่งไทยเองก็เป็นตลาดที่มีความสำคัญเป็นอันดับที่ 2 ของ Fitbit ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และปัจจุบันทางบริษัทก็อยู่ในช่วงขั้นตอนการพัฒนาระบบให้รองรับกับภาษาไทย แต่ยังไม่สามารถระบุวันที่ชัดเจนได้

ด้านช่องทางจำหน่ายในไทยปัจจุบัน มีช่องทางออฟไลน์ 168 ร้าน และมีช่องทางออนไลน์ทั้ง Lazada และ Shopee ซึ่งทางแบรนด์มองเห็นช่องทางขายเพิ่มเติมจากการจับมือเป็นพันธมิตรส่วน Fitbit Pay ด้วย