[PREVIEW] iPhone XS Max จุดเริ่มต้นของ iPhone ที่จอใหญ่ที่สุด แพงที่สุด นับตั้งแต่มีมา

การเปิดตัว iPhone XS Max, iPhone XS และ iPhone XR ไปเมื่อค่ำคืนของวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ หรือคาดเดาได้ยากแต่อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตัว iPhone XS Max ที่ชูจุดเด่นเรื่องของจอแสดงผลขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว ซึ่งสาวก Apple ใครหลายๆ คนต้องการ และรอคอย iPhone จอใหญ่มาโดยตลอด

iPhone XS Max ถือเป็นการทำการบ้านมาอย่างหนัก กับการแก้โจทย์ที่ลูกค้าหลายๆ ต่างเรียกร้อง iPhone ที่มีจอแสดงผลขนาดใหญ่กว่าที่มีจำหน่ายอยู่ ซึ่งรุ่นก่อนหน้านี้เคยทำจอแสดงผลขนาดใหญ่ที่สุดในขนาด 5.8 นิ้ว กับรุ่น iPhone X และถือเป็นการลงมาเล่นในสนามสมาร์ทโฟนจอขนาดใหญ่ที่มี Samsung Galaxy Note Series และแบรนด์จีนหลายๆ เจ้าครองตลาดอยู่

ดังนั้นทีมงาน mxphone จะมาทำการพรีวิวแบบ Unboxing กับ iPhone XS Max เนื่องจากมีจุดเด่นเรื่องของขนาดจอแสดงผลที่ใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว ส่วน iPhone XS นั้น เปรียบได้ถึง iPhone XS Max ขนาดย่อส่วนลงมา และด้วยรูปลักษณ์ หน้าตา การออกแบบ ที่ไม่ต่างจาก iPhone X สักเท่าไหร่ (และหมดงบซื้อมาพรีวิว 555+) เลยจะขอนำเสนอเนื้อหาเฉพาะ iPhone XS Max เท่านั้น

<sponsor content>
หลังจากซื้อเครื่องมาใช้งานแล้ว ทีมงานขอแนะนำเรื่องอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อย่างฟิล์มที่ใช้ปกป้องหน้าจอเราก็มีฟิล์มกระจกออกมารองรับ iPhone XS, iPhone XS Max และ iPhone XR แล้ว ซึ่ง Focus ผลิตรองรับ และพร้อมวางจำหน่าย 2 รุ่นด้วยกัน คือ Focus 3D Full Frame และ Focus Full frame ฟิล์มกระจกกันรอยแบบเต็มจอ ที่ติดแล้วสวยงาม ปกป้องได้เต็มพื้นที่หน้าจอ ทัชลื่นไหลไม่สะดุด และใช้งานคู่กับเคสได้อย่างดี

Editor’s note
iPhone XS Max (อ่านว่า ไอ-โฟน-เท็น-เอส-แม๊กซ์) ของทีมงาน mxphone เป็นเครื่องจากการ pre-order ที่ Apple Sydney ซึ่งเป็นประเทศกลุ่มแรกในโลกที่วางจำหน่ายในวันที่ 21 กันยายน 2018 พร้อมกันหลายๆ ประเทศ ดังนั้น สเปค และอุปกรณ์ในกล่องอาจจะมีความแตกต่างรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทยที่จะวางจำหน่ายเร็วๆ นี้

Unbox iPhone XS Max
สัมผัสแรกของการจับ iPhone XS Max นั้น ความรู้สึกแรกเลยคือ iPhone X ที่ขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น เรียกได้ว่าตอบสนองคนชอบสมาร์ทโฟนจอใหญ่ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ใช้งานจะได้ใช้สมาร์ทโฟนจอใหญ่ๆ เฉพาะ Android OS  เท่านั้น

ตัวเครื่อง iPhone XS Max สัดส่วนเครื่องที่ขยายออกไปพอๆ กับ iPhone 8 Plus แต่ความหนาของตัวเครื่องยังเท่ากับ iPhone XS หรือ iPhone X ที่มีขนาดเพียง 7.7mm เท่านั้น ทำให้การใช้ iPhone XS Max ในมือเดียวอาจจะยังไม่คุ้นเคยสักเท่าไหร่ในช่วงแรกๆ และยิ่งเมื่อเทียบกับการใช้งานบน iPhone 8 Plus แบบมือเดียว ที่ใช้นิ้วโป้งแตะปุ่ม Home 2 ครั้ง จอแสดงผลจะลดลงมาครึ่งหนึ่งให้ใช้นิ้วโป้งกดใช้งานเมนูต่างๆ ได้

แต่หากเป็น iPhone XS Max นั้น ใช้นิ้วโป้งลากแถบ Dock ลงก็จะทำให้จอแสดงผลลดลงมาครึ่งหนึ่ง (แต่ต้องตั้งค่าที่เปิดใช้งาน Reachability ก่อน) ก็สะดวกไม่แพ้กัน

การจับตัวเครื่องเพียงมือเดียว ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นของ iPhone XS Max การประคองเครื่องที่ต้องใช้อุ้งมือรองขอบเครื่องทางด้านซ้าย และนิ้วก้อยประคองในของเครื่องด้านขวา ตัวเครื่องที่เป็นขอบสแตนเลส หากมือชื้นขณะถือตัวเครื่อง ก็เกิดอากาศลื่นเอาง่ายๆ ได้ และยิ่งเครื่องมีความเบา สวนทางกับตัวเครื่องที่มีขนาดใหญ่ ดังนั้นใส่เคสจะปลอดภัยกว่า ไม่เสี่ยงตัวเครื่องจะตกพื้น

ขอบเครื่องของ iPhone XS Max จะเป็นสแตนเลสขัดเงา เหมือนเช่นเดียวกับ iPhone X ซึ่งสีของขอบเครื่องจะเปลี่ยนไปตามสีเครื่องที่มีวางจำหน่ายทั้งหมด 3 สีด้วยกัน คือ Gold, Space Gray, Silver ด้านหลังเครื่องก็เป็นกระจกทนรอยขีดข่วน

ซึ่งที่อัพเกรดในตัว iPhone XS Max และ iPhone XS คือเรื่องของความสามารถทนน้ำและฝุ่นได้ดีขึ้นอีกขั้นที่ระดับ IP68 หรือที่ความลึกไม่เกิน 2 เมตร เป็นเวลาสูงสุด 30 นาที รวมถึงเครื่องดื่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหล้า ไวน์ เบียร์ น้ำอัดลมที่หกใส่ตัวเครื่องก็จะป้องกันได้ (ข้อมูลจากทางข่าวประชาสัมพันธ์ Apple) จากรุ่นก่อนหน้านี้ทำได้เพียงในระดับ IP67 (ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงที่จะให้ iPhone โดนของเหลว หากตัวเครื่องมีความชื้น จะไม่ได้รับการรับประกันจากทาง Apple เหมือนเช่นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นๆ)

ส่วนของพอร์ตที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ นั้น ยังเป็น Lightning Port เช่นเดิม (ก่อนหน้าที่จะเป็ดตัวอย่างเป็นทางการนั้น มีข่าวลือหลายๆ กระแสว่าตัวพอร์ตของเครื่องจะ USB Type-C) แต่ความโชคร้ายของผู้ที่ซื้อเครื่อง iPhone XS Max (รวมถึง iPhone XS, iPhone XR และรุ่นก่อนหน้านี้) คือในกล่องจะไม่มี Lightning to 3.5mm แถมให้แล้ว ดังนั้นแพ็คเกจของ iPhone ล็อตใหม่ทุกรุ่นที่ออกมาตั้งแต่ปลายปีนี้จะมีของแถมแค่ อะแดปเตอร์ 5 วัตต์, สาย USB-A to Lightning และหูฟัง EarPods แบบสาย Lightning แต่หากใครอยากได้ อะแดปเตอร์ Lightning to 3.5mm ไปใช้งาน ยังคงซื้อหากันได้ในราคา 9 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 390 บาท

ลำโพง Stereo แบบ Built-in ทั้งซ้ายและขวา จากช่องด้านล่างตัวเครื่อง และช่องหูฟังด้านบน (เมื่อเครื่องอยู่ในแนวนอน) ส่งพลังเสียงออกมาได้ดังสะใจเหมือนเช่นเดิม แต่ก็ไม่ต่างจากรุ่น iPhone X เลย

สรุปโดยคร่าวๆ คือ iPhone XS Max เป็นเหมือน iPhone X ในร่างที่ใหญ่ขึ้น จะมีเพียงปุ่มต่างๆ บริเวณขอบเครื่องที่ถูกเลื่อนไปในสเกลของเครื่องที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

6.5″ OLED Display
iPhone XS Max ใช้จอแสดงผล OLED แบบ Super Retina HD ความละเอียด 2688×1242 พิกเซล ละเอียดที่สุดนับตั้งแต่ iPhone มีมา ความละเอียดของหน้าจอมากถึง 458ppi ความละเอียด รองรับทั้ง Dolby Vision และ HDR10 และมีระบบจัดการสีสันทั้งระบบ iOS จึงสามารถแสดงสีสันได้แม่นยำที่สุดในอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ iPhone XS Max ยังมีอัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 1,000,000:1 จึงมีความสว่างที่โดดเด่น และแสดงสีดำได้ดำสนิท พร้อมช่วงไดนามิกที่กว้างขึ้นถึง 60% ในโหมด HDR เมื่อเทียบกับ iPhone X ซึ่งทำให้เวลาดูภาพ หรือวิดีโอต่างๆ จะได้ภาพที่สมจริงมากขึ้น

A12 Bionic chip / Next-generation Neural Engine
iPhone XS Max / iPhone XS / iPhone XR ถือเป็น iPhone กลุ่มแรกที่ได้ใช้ A12 Bionic ซึ่งถือว่าเป็นชิพแบบ 7 นาโนเมตรตัวแรกในสมาร์ทโฟนที่มีการผลิตออกมาวางขายในเชิงพานิชย์ครั้งแรกของโลก A12 Bionic ใช้สถาปัตยกรรมฟิวชั่นแบบ 6 คอร์ ซึ่งมาพร้อมคอร์ประมวลผลการทำงาน 2 คอร์ที่เร็วขึ้น 15%, คอร์ประหยัดพลังงาน 4 คอร์ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น 50%, GPU แบบ 4 คอร์ที่เร็วขึ้น 50% เมื่อเทียบกับ iPhone X

และแน่นอน ด้วยประสิทธิภาพของ A12 Bionic ทำให้การเล่นเกมออนไลน์อย่าง PUBG หรือ Clash Royale ลื่นขึ้น แรงขึ้น แต่จะขนาดไหนนั้น ทีมงานจะมาเจาะลึกในบทความรีวิว อย่างละเอียดอีกครั้งเร็วๆ นี้

ส่วน Next-generation Neural Engine ระบบที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่การถ่ายรูปจนถึงเทคโนโลยีความจริงเสริม โดยดีไซน์ใหม่แบบ 8 คอร์นั้นทำให้สามารถดำเนินการได้ถึง 5 ล้านล้านรายการต่อวินาที เมื่อเทียบกับ A11 Bionic ที่ทำได้ 6 แสนล้านรายการต่อวินาที ทำให้เกิดความสามารถ และฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างการตรวจจับระนาบที่เร็วขึ้นสำหรับ ARKit และคุณสมบัติใหม่ๆ ที่ใช้การเรียนรู้ของระบบแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดให้เรียกใช้งาน Neural Engine ผ่าน Core ML ได้ นักพัฒนาจึงสามารถสร้างแอพที่ใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้ของระบบอันทรงประสิทธิภาพนี้ได้เต็มที่ ส่วน Core ML® ที่ทำงานบน Neural Engine ของ A12 Bionic นั้นก็มีความเร็วเหนือกว่า A11 Bionic ถึง 9 เท่า โดยใช้พลังงานน้อยมากเพียง 1 ใน 10 เท่านั้นเอง

Battery
ถึงแม้ว่าทาง Apple จะไม่เคยเปิดเผยความจุของแบตเตอรี่ของ iPhone อย่างเป็นทางการเลย แต่แหล่งข่าวจาก iclarified บอกว่า iPhone XS Max มีความจุมากถึง 3174mAh นอกจากนี้ด้วย A12 Bionic มีระบบที่บริหารจัดการพลังงานเป็นอย่างดี ลดการใช้พลังงานลง ซึ่งในเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ของ Apple เพียงได้แต่เปิดเผยว่า iPhone XS ใช้งานได้นานกว่า iPhone X ประมาณ 30 นาที และ iPhone XS Max ใช้งานได้นานกว่า iPhone X ประมาณ 1.30 ชั่วโมง

เรื่องการชาร์จแบตเตอรี่ ยังคงรองรับการชาร์จแบบไร้สายเช่นเดิม ส่วนการทดสอบแบตเตอรี่อย่างละเอียด ทั้งระยะเวลาในการใช้งาน จากตัวเครื่องจริงนั้น ต้องรอในรีวิวอย่างเต็มรูปแบบเร็วๆ นี้

Dual Camera 12MP
หากดูผิวเผินภายนอกของกล้อง iPhone XS Max เมื่อเทียบกับ iPhone X จะไม่ต่างกันเลย แต่จริงๆ แล้วความสามารถของกล้อง iPhone XS Max / iPhone XS ถูกอัพเกรดขึ้น ทั้งในด้าน Hardware และ Software อาทิ ความสามารถในการปรับแต่งของกล้อง ด้วย Next-generation Neural Engine ทำให้ภาพดูมีมิติขึ้น

ระบบ Smart HDR ที่ปรับภาพถ่ายให้มีช่วงไดนามิกกว้างขึ้นและแสดงรายละเอียดได้ครบถ้วน การถ่ายแบบ ฺBokeh ที่ระบบสามารถจับภาพที่ลึกตื้นได้อย่างเป้นธรรมชาติมากขึ้น ทั้งนี้ รูปตัวอย่างจากกล้อง iPhone XS Max ต้องรอชมแบบชุดใหญ่เร็วๆ นี้

iPhone ที่แพงที่สุดนับตั้งแต่ผลิตมา
ราคาเปิดตัวของ iPhone XS Max ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นดังต่อไปนี้

  • iPhone XS Max 64GB ราคา: $ 1,099 (35,780 บาท)
  • iPhone XS Max 256GB ราคา: $ 1,249 (40,660 บาท)
  • iPhone XS Max 512GB ราคา: $ 1,449 (47,170 บาท)

*เป็นอัตราแลกเปลี่ยน 1$ = 32.55 บาท เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2018

ราคาที่เปิดตัวออกมานั้น เป็นราคาไม่ต่างจากตอนที่เปิดตัว iPhone X เมื่อปีที่แล้ว เพียงแต่ได้เพิ่มความจุเป็น 512GB ด้วย แน่นอนทีมงานคาดหมายว่า iPhone XS Max ความจุ 256GB จะเป็นความจุที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทั้งนี้ ราคาที่สหรัฐอเมริกา เป็นราคาที่ถูกที่สุดในโลก ซึ่งในหลายๆ ประเทศที่วางจำหน่าย ด้วยโครงสร้างภาษีที่ต่างกัน ทำให้คาดว่า ในบางประเทศเครื่อง iPhone XS Max 512GB ราคาจะทะลุไป 50,000 บาทเลยทีเดียว ซึ่งหมายความว่า iPhone XS Max 512GB จะเป็น iPhone ที่แพงที่สุดนับตั้งแต่มีมา และแพงที่สุดในแง่ของสมาร์ทโฟนที่จำหน่ายทั่วไปอีกด้วย (ไม่นับรุ่น Special Edition)

บทสรุป iPhone XS Max
iPhone XS และ iPhone XS Max ถือเป็นตัวอัพเกรดเพียงแค่สเปคภายในเท่านั้น เนื่องจากรูปลักษณ์ต่างๆ ภายนอกของเครื่องมากกว่า 95% เรียกได้ว่าเหมือน iPhone X เพียงแต่ขนาดใหญ่ขึ้น มีสีใหม่อย่าง Gold ความจุ 512GB, A12 Bionic เป็นต้นที่เพิ่มเข้ามา

ในขณะที่ iPhone XS Max ได้ผลิตออกมาเพื่อจับกลุ่มที่ชอบจอแสดงผลขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชีย ที่ตลาดผู้ผลิตอย่างจีน และเกาหลีผูกขาดมานาน ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดีอย่างแน่นอน และความด้วยที่จอแสดงผลขนาดใหญ่ ทำให้ประสบการณ์การใช้งานดีขึ้น ทั้งเรื่องของการแสดงภาพที่คมชัด และมีสีสันสดใสมากขึ้น

แต่ด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดใหญ่ และขอบเครื่องเป็นสแตนเลสแบบขัดเงา ทำให้ในระยะแรกของการใช้งาน โดยเฉพาะการใช้งานมือเดียว อาจจะไม่ถนัดนัก ต้องซื้อเคสมาใส่เพื่อความกระชับของมือที่มั่นใจได้มากขึ้น

(iPhone XS เทียบกับ iPhone X)

และปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ คิดว่าตนเองเหมาะกับ iPhone จอขนาดใหญ่ และพร้อมเปลี่ยนได้โดยไม่สนใจเรื่องงบประมาณ ไม่ต้องคิดนาน ซื้อได้เลย เผลอๆ โปรโมชั่นที่ทำร่วมกับเครือข่ายมือถืออาจจะทำให้ตัดสินใจเร็วขึ้น

หากงบประมาณจำกัด อาจจะให้รอ iPhone XR ที่ราคาย่อมเยากว่า iPhone XS Max ด้วยขนาดหน้าจอที่ไม่ต่างกันมาก แต่ต้องแลกด้วยเรื่องของวัสดุขอบเครื่องที่เป็นอลูมิเนียม รวมถึงจอแสดงผลที่ใช้ LCD ที่ลดสเปคจากตัวรุ่นท๊อปลงมา

ส่วนใครที่ใช้ iPhone X อยู่แล้ว และพึ่งพอใจกับขนาดจอแสดงผล 5.8 นิ้ว กำเงินแน่นๆ ไว้ แล้วรอ New iPhone ปีหน้าดีกว่าครับ เพราะเผื่อใครที่ต้องคิดว่า “ของมันต้องมี” เพราะดูผ่านๆ ไม่มีใครรู้ว่าเราใช้ iPhone X หรือ iPhone XS จะรู้ก็ต่อเมื่อคุณใช้สี Gold ที่ไม่ใส่เคสเครื่องเท่านั้นละครับ 🙂