[REVIEW] Nokia 6.1 Plus สมาร์ทโฟน Android One จอใหญ่ ไร้ขอบ ในราคาไม่ถึงหมื่น

เข้ามาวางจำหน่ายในไทยจนได้ สำหรับ Nokia 6.1 Plus หรือที่เปิดตัวในจีนด้วยชื่อ Nokia X6 สมาร์ทโฟนสาย Android One รุ่นล่าสุดจากแบรนด์ระดับตำนาน ภายใต้การนำของ HMD Global ที่มากับงานดีไซน์ที่โดดเด่น ทันสมัย ใช้แล้วไม่ตกยุค

สเปค Nokia 6.1 Plus

  • สัดส่วนเครื่อง 147.2 x 71 x 8 มม. หนัก 151 กรัม
  • หน้าจอ IPS LCD ขนาด 5.8 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (1080 x 2280 พิกเซล) อัตราส่วน 19:9
  • ชิปเซต Snapdragon 636 (Octa-core 1.8 GHz Kryo 260) ใช้ GPU Adreno 509
  • สเปค RAM LPPDDR4x 4GB ความจุ ROM eMMC 5.1 ขนาด 64GB รองรับ MicroSD Card สูงสุด 400GB
  • รองรับการทำงานซิมคู่แบบ Hybrid Slot
  • กล้องหลังคู่ 16 ล้านพิกเซล (PDAF, f/2.0, 1.0um) + เซ็นเซอร์ Monochrome 5 ล้านพิกเซล (FF, f/2.4, 1.12um) แฟลช Dual-tone LED
  • กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล (FF, f/2.0, 1.0um)
  • รองรับการบันทึกวีดีโอความละเอียดสูงสุด 1080p@30fps (gyro-EIS)
  • ระบบรักษาความปลอดภัยด้วยการปลดล็อคด้วยใบหน้า และสแกนนิ้วมือด้านหลังเครื่อง
  • ระบบการเชื่อมต่อไร้สาย WiFi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, WiFi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0,
  • เทคโนโลยีระบุตำแหน่ง GPS/AGPS+GLONASS
  • รองรับเครือข่าย
    • 2G (850/900/1800/1900 MHz)
    • 3G (850/900/1900/2100 MHz)
    • 4G (LTE Cat4)
  • พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C (USB 2.0) กับช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ 3,060mAh รองรับ Quick Charge 3.0
  • ระบบ Android 8.1 Oreo การันตีอัพเดต Android 9.0 Pie
  • สีที่วางจำหน่าย สีดำ (Gloss Black), สีน้ำเงิน (Gloss Midnight Blue) และสีขาว (Gloss White)

แพ็คเกจของ Nokia 6.1 Plus ยังคงสวยและเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ส่วนอุปกรณ์ภายในก็มีตั้งแต่

  • เครื่อง Nokia 6.1 Plus
  • อะแดปเตอร์ชาร์จไฟ 5V/2A
  • สาย USB Type-C
  • คู่มือการใช้งาน
  • เข็มจิ้มช่องซิม
  • ชุดหูฟัง

Nokia 6.1 Plus ดีไซน์สมัยนิยมหน้าจอแบบลดพื้นที่ขอบมีรอยบากอัตราส่วนการแสดงผล 19:9 มีพื้นที่แสดงผล 81.5% แผงจอเป็น IPS LCD ขนาด 5.8 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (1080 x 2280 พิกเซล) ความหนาแน่นของเม็ดพิกเซล 432ppi รองรับ Multi-Touch ได้ 10 จุด

ตรงส่วนที่เป็นรอยบาก (Notch) เป็นที่วางเซ็นเซอร์กล้องหน้า, ลำโพงสนทนา และแถบ Proximity sensor ส่วนขอบด้านล่างไม่มีปุ่มใดๆนอกจากโลโก้ Nokia ขณะที่แถบ Navigation Bar ของ 3 ปุ่มหลัก ( Back, Home และ Recent App) ในแบบสัมผัสบนจอ ถ้าอยากจะใช้แบบ Gesture หรือการลากนิ้วสั่งงานแทบ 3 ปุ่มเทพก็ต้องรออัพเดต Andrid 9 Pie กันก่อน

งานออกแบบของตัวเครื่องก็มีความน่าสนใจโดยที่ Nokia 6.1 Plus มีบอดี้เป็น 93% เป็นกระจก Corning Gorilla Glass 3 ขอบเครื่องใช้อลูมิเนียมซีรีส์ 6000 ส่วนขอบกระจกโค้งมน 2.5D ไม่สะดุดมือเวลาสัมผัส ด้านสัดส่วนตัวเครื่อง 147.2 x 71 x 8 มม. หนัก 151 กรัม นับว่ากำลังพอเหมาะพกใส่กระเป๋ากางเกงได้ สำหรับสีที่เข้ามาวางขายประกอบด้วย สีดำ (Gloss Black), สีน้ำเงิน (Gloss Midnight Blue) และสีขาว (Gloss White)

ตัวกล้องหลังเลนส์คู่จัดวางเป็นแนวตั้งกลางเครื่องมีแฟลช Dual-tone LED ขยับลงมาหน่อยเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ กับโลโก้ Nokia

ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่มกดปรับระดับเสียง และปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง ส่วนช่องใส่ซิมอยู่ทางด้านซ้ายซึ่งรุ่นนี้ใช้ถาดแบบ Hybrid Slot เลือกได้ว่าจะใส่ซิม nano SIM ทั้งสองซิม หรือจะเหลืออีกช่องไว้ใส่ microSD Card

มาดูที่ขอบด้านบนตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร และไมค์ตัดเสียงรบกวน ส่วนขอบด้านล่างตัวเครื่องมี ลำโพงเสียง, พอร์ต USB-C และไมโครโฟนสนทนา

สเปคของ Nokia 6.1 Plus ใช้ชิปเซต Snapdragon 636 ซึ่งเป็นชิปเซตระดับกลางที่ Qualcomm เปิดตัวมาเมื่อช่วงปลายปี 2017 หน่วยประมวลผลเป็น Octa-core 1.8 GHz Kryo 260 ใช้ GPU Adreno 509 โดยที่ชิปรุ่นนี้ทำงานได้รวดเร็วกว่า Snapdragon 630 อยู่ถึง 40% ด้าน GPU ดีกว่ารุ่นก่อน 10% เลยทีเดียว

ขณะที่ตัว RAM (LPPDDR4X) ให้ความจุมา 4GB มีความจุ ROM (eMMC 5.1) ขนาด 64GB รองรับ MicroSD Card สูงสุด 400GB แบตเตอรี่ 3,060mAh รองรับ Quick Charge 3.0 รองรับการใช้งาน 2 ซิม เปิด 4G ได้พร้อมกันเป็น Dual LTE / Dual VoLTE และรองรับ VoWiFi ครบเครื่องเรื่องการโทร

ด้านระบบปฏิบัติการก็เป็นไปตามแผนที่ HMD Global ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปีที่จะเน้นทำสมาร์ทโฟน Nokia ภายใต้โครงการ Android One ซึ่ง Nokia 6.1 Plus ก็เป็นหนึ่งในนั้นโดยจะรันบนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo ตั้งแต่แกะออกจากกล่อง

แน่นอนว่าระบบปฏิบัติการดังกล่าวหน้าตา UI จะไม่ได้หวือหวาตามคาแร็คเตอร์ของสาย Pure Android เรื่องการใช้งานด้านต่างๆก็ให้มาครบไม่ยัดมาจนรกเครื่องแต่ก็ไม่ได้ให้น้อยจนทำอะไรไม่ได้ แถมการันตีได้รับการอัปเดตต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี

ขณะที่ระบบรักษาความปลอดภัยที่ติดกับเครื่องมาก็มีทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลังเครื่องที่จดจำได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือ และระบบปลดล็อคด้วยใบหน้าซึ่งต้องเข้าไปตั้งค่าที่ Smart Lock แล้วเลือก Trusted face

ส่วนระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ ตามที่แอปฯ Sensor Box ตรวจพบก็มีทั้ง

  • Accelerometer Sensor : เซ็นเซอร์จับลักษณะการเคลื่อนไหวของสมาร์ทโฟน การเอียงเครื่อง
  • Light Sensor : เซ็นเซอร์วัดสภาพแสง เพื่อปรับการแสดงผลหน้าจอ
  • Orientation Sensor : เซ็นเซอร์ปรับมุมมองหน้าจอ
  • Proximity Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับเครื่องสมาร์ทโฟน
  • Gyroscope Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับลักษณะการหมุนของสมาร์ทโฟน
  • Sound Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับเสียง
  • Magnetic Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เข็มทิศดิจิตอล)

สำหรับประสบการณ์การเล่นเกมด้วย Nokia 6.1 Plus จากการทดสอบด้วยเกมยอดนิยมทั้ง PUBG และ ROV ก็ถือว่าทำได้กลางๆ โดย PUBG ค่ากราฟฟิกเริ่มต้นจะอยู่ที่ระบบต่ำสุด ขณะที่ ROV เฟรมเรทจะอยู่ที่ 30fps

มาดูที่ประสิทธิภาพการทำงานจากการทดสอบด้วย Benchmark ต่างๆก็มีได้ผลลัพท์ดังนี้

  • PCMark for Android (Work 2.0) = 6341 คะแนน

  • Geekbench 4 Pro Single-core : 1327 คะแนน/ Multi-core : 4581 คะแนน

  • AuTuTu Benchmark v7.1.0 = 116819 คะแนน

เรื่องกล้องของ Nokia 6.1 Plus ให้กล้องหลักเลนส์คู่เซ็นเซอร์หลักเป็น RGB ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ใช้ระบบโฟกัส PDAF มีรูรับแสงกว้างสูงสุด f/2.0 พิกเซลไซส์ 1.0um ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ Monochrome ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล มีระยะโฟกัสคงที่ใช้รูรับแสง f/2.4 มีพิกเซลไซส์ 1.12um พร้อมติดตั้งแฟลช Dual-tone LED

ฟีเจอร์การถ่ายภาพด้วยกล้องหลังของรุ่นนี้ก็มีทั้ง Live Bokeh การถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอ ซึ่งสามารถปรับแต่งในโหมด Bokeh Editor เพื่อเลือกจุดโฟกัส หรือปรับระดับความเบลอหลังถ่ายได้ ขณะที่การถ่ายในโหมด Manual สามารถเลือกปรับ การรับแสง, ระยะโฟกัส, White Balance และการชดเชยแสง +-2 ด้านการถ่ายวีดีโอของรุ่นนี้รองความละเอียดสูงสุด 1080p@30fps (gyro-EIS)

ด้านกล้องหน้าของรุ่นนี้ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มีระยะโฟกัสคงที่รูรับแสง f/2.0 มีพิกเซลไซส์ 1.0um มีโหมด Beauty ที่ทำงานทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง รวมถึงโหมด Bokeh เซลฟี่หน้าชัดหลังเบลอ ส่วนโหมด Manual สามารถเลือกปรับ การรับแสง, White Balance และการชดเชยแสง +-2

สำหรับมุมกล้องแบบ Bothie อันเป็นเอกลักษณ์ของ Nokia หรือการใช้กล้องถ่ายรูปจากด้านหน้าและด้านหลังพร้อมกัน ก็ยังคงมีให้ใช้สามารถจับได้ทั้งภาพนิ่งหรือวิดีโอ และยังนำไปใช้ในการ Live ผ่าน Facebook หรือ Youtube และมีการทำงานคู่กับ AI ทำให้การทำงานจากกล้องทั้ง 2 ด้านมีความลื่นไหลมากยิ่งขึ้น โดยปรับได้ 2 โหมดคือ P-I-P (Picture-In-Picture) และแบบ Dual

ด้านลูกเล่น Sticker ก็มีให้ใช้ซึ่งก็สามารถตรวจจับใบหน้าของแบบได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากมีตัวช่วยอย่างระบบ AI แต่ตัวเลือกตอนนี้ยังคงมีให้น้อยไปนิด

  • ตัวอย่างภาพจากกล้องของ Nokia 6.1 Plus

Nokia 6.1 Plus วางจำหน่ายในไทยเป็นที่เรียบร้อยเคาะราคาที่ 8,990 บาท สามารถหาซื้อได้ผ่านช่องทางจำหน่ายของ Nokia ทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ Nokia Official บน Shopee และ JD Central