[Review] OPPO F9 มือถือจอหยดน้ำ กล้องหน้า HDR มี VOOC ในราคาหมื่นต้นๆ

เป็นสมาร์ทโฟนที่ดูจะครบทั้งความเป็นแฟชั่น และฟังค์ชั่นสำหรับ OPPO F9 รุ่นใหม่จากตระกูล OPPO F Series ที่เปิดตัวในไทยไปได้สักระยะ และได้รับการต้อนรับจากผู้บริโภคในไทยเป็นอย่างดี ด้วยความโดดเด่นของงานดีไซน์หน้าจอแบบไร้ขอบใช้รอยบากทรงหยดน้ำ มีกล้องหน้าที่ใช้เซ็นเซอร์ HDR และมาพร้อมกับเทคโนโลยีชาร์จไว VOOC Flash Charge ซึ่งเป็นสูตรพัฒนาโดยเฉพาะของแบรนด์ OPPO

สเปคของ OPPO F9

  • สัดส่วนตัวเครื่อง 156.7 x 74.0 x 7.99 มม. หนัก 169 กรัม
  • หน้าจอรอยบากทรงหยดน้ำ (Waterdrop Screen) ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340×1080 พิกเซล) อัตราส่วน 19:5:9
  • หน่วยประมวลผล Mediatek Helio P60 Octa-core 2.0GHz ใช้ GPU ARM Mali-G72 MP3 800MHz
  • สเปค RAM 6GB + ROM 64GB สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุด 256GB
  • กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 พร้อมระบบ AI Beauty 2.1 และเซ็นเซอร์ HDR
  • กล้องหลังคู่ 16 + 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 มีระบบออโต้โฟกัส
  • แบตเตอรี่ 3,500mAh พร้อมรองรับ VOOC Flash Charge (ชาร์จ 5 นาที คุยได้นาน 2 ชั่วโมง)
  • รองรับ 2 Nano SIMs (4G Dual Standby) แบบ Triple Slot
  • สนับสนุนเครือข่าย
    • 2G GSM: 850/900/1800/1900MHz
    • 3G WCDMA: 850/900/2100MHz
    • 4G FDD-LTE: Bands 1/3/5/8
    • 4G TD-LTE: Bands 38/40/41(2535-2655MHz)
  • รองรับการเชิ่อมต่อ Bluetooth BT2.1(+EDR)/BT4.2 ; Wi-Fi 802.11 b/g/n/a/ac,Wi-Fi Hotspot, Wi-Fi Direct, Wi-Fi Display, OTG
  • เทคโนโลยีระบุตำแหน่ง A-GPS, GLONASS, BDS
  • ระบบปฏิบัติการ Color OS 5.2 บนพื้นฐาน Android 8.1 Oreo
  • สีที่วางขาย แดง (Sunrise Red), น้ำเงิน (Twilight Blue), ม่วง (Starry Purple)
  • ราคา 10,990 บาท

ตัวแพ็คเกจของ OPPO F9 เป็นกล่องสีขาว ดีไซน์เรียบง่าย หน้ากล่องบอกชื่อรุ่น มีภาพเครื่องโชว์ชัดเจน ขณะที่ด้านหลังกล่องมีการบอกสเปคคราวๆเอาไว้ ส่วนของที่ให้มาในกล่องประกอบด้วย

  • เครื่อง OPPO F9
  • อะแดปเตอร์ชาร์จไฟ 5V4A,20W
  • ชุดหูฟัง 3.5มม.
  • สาย microUSB
  • เคสใส และฟิลม์กันรอย (ติดมาที่เครื่อง)
  • เข็มจิ้มถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานและใบรับประกัน

OPPO F9 มีขนาดตัวเครื่อง 156.7 x74.0x7.99 มม. หนัก 169 กรัม ใช้งานดีไซน์ระดับพรีเมี่ยมวัสดุตัวเครื่องเป็นพลาสติกโพลีคาร์บอเนตขึ้นรูปชิ้นเดียวแบบ Unibody รับรองเรื่องความทนทานเมื่อเทียบกับตัวที่เป็นกระจก ตัวขอบโค้งมน จับได้ถนัดมือ ส่วนด้านหลังเป็นกระจก Corning Corning Glass 6 ขอบโค้ง 2.5D

ตัวฝาหลังถือว่าเป็นจุดขายเนื่องจากเป็นรุ่นแรกในวงการอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนที่ตัวขอบเครื่องและฝาหลังพ่นสีแบบไล่เฉด เพิ่มลูกเล่นที่ฝาหลังเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับตัวเครื่องเมื่อโดนแสงไฟกระทบ โดยที่สีแดง (Sunrise Red) กับ น้ำเงิน (Twilight Blue)จะมีแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากสีของพระอาทิตย์ กับสีท้องฟ้ายามพลบค่ำ ซึ่งตัวฝาหลังจะมีลายกลีบดอกไม้ ขณะที่สีม่วง (Starry Purple) แรงบันดาลใจจะมาจากเนบิวลา ทำให้ฝาหลังมีประกายกลิตเตอร์เหมือนฝุ่นละอองของดาว

เรื่องงานออกแบบหน้าจอไร้ขอบของรุ่นนี้ก็ถือว่าโดดเด่นเพราะเป็นรุ่นแรกที่ใช้รอยบากทรงหยดน้ำ (Water Drop Screen) ขอบด้านข้างขอจอบางเฉียบ 1.7 มม. ทำให้มีสัดส่วนพื้นที่หน้าจอสูงถึง 90.8% ขณะที่หน้าจอของรุ่นนี้ใช้ LTPS IPS LCD ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340×1080 พิกเซล) อัตราส่วน 19:5:9 มีค่าความหนาแน่นของพิกเซล 409ppi รองรับ Multi-Touch ได้ 10 จุด

ตรงรอยบากทรงหยดน้ำก็เป็นอีกหนึ่งความฉลาดล้ำของ OPPO ที่ยัดเอา กล้องหน้า, ลำโพงสนทนา และเซนเซอร์ เข้าไปไว้ในพื้นที่ตรงนั้น แถมยังเคลือบผิวให้ดูเนียนไปกับพื้นผิวของจอที่ดำสนิท

ตัว Navigation Bar ของรุ่นนี้เป็นแบบ On-Screen สัมผัสบนหน้าจอ ที่เลือกเปลี่ยนเป็นแบบ Gesture Navigation ใช้การสไลด์เพื่อการสั่งงานทำให้ได้พื้นที่หน้าจอคืนมาแบบเต็มๆ

พลิกมาด้านหลังจะพบกับกล้องเลนส์คู่จัดวางไว้ชิดติดมุมซ้ายบน ซึ่งตัวสีม่วง (Starry Purple)จะมีการไฮไลท์ส่วนขอบของกล้องกับไฟแฟลช Dual LED รวมถึงเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังเครื่องด้วยเส้นสีทองตัดกับสีม่วงของตัวเครื่องช่วยเสริมลุคให้ดูแพง ขณะที่โลโก้ OPPO เองก็เป็นสีทองเช่นกัน

พื้นที่ส่วนขอบฝั่งขวาจะเป็นปุ่ม Power ด้านซ้ายเป็นปุ่มปรับระดับเสียง กับถาดใส่ซิมที่เป็น Triple Slot ใส่ซิมแบบ Nano SIM ได้ 2 ช่อง และมีช่องแยกใส่ microSD Card ออกมาอีกช่อง

ขอบด้านบนจะมีแค่ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน ส่วนขอบด้านล่างเป็นไมโครโฟนสนทนา, ลำโพงหลัก, ช่อง microUSB และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.

ชิปเซตของ OPPO F9 ใช้ Mediatek Helio P60 การประมวลผล Octa-core 2.0GHz ใช้ GPU ARM Mali-G72 MP3 ซึ่งชิปรุ่นนี้ผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับ 16/12nm FinFET ของ TSMC มีการเสริมความสามารด้านการประมวลผล AI (Artificial Intelligence) เข้าไปเพิ่ม โดยที่กำลังการประมวลผลดีกว่ารุ่นก่อนอย่าง P30 และ P23 ถึง 70% และประหยัดไฟกว่า P23 ถึง 12% และยังมาพร้อมกับมีโมเด็มที่สนับสนุนคลื่น 4G LTE ทั่วโลก, รองรับ dual VoLTE (Voice Over LTE), และ TAS 2.0 (Transmitting Antenna Switching) หรือเทคโนโลยีการสลับเสาสัญญาณ

OPPO F9 มาพร้อมกับหน่วยความจำ RAM 6GB และพื้นที่ความจำสูง 64GB สามารถเพิ่มความจุจากการ์ด MicroSD ได้สูงสุด 256GB ด้วยช่องสล็อตที่แยกจากช่องใส่ซิม

สมาร์ทโฟนรุ่นนี้มากับสเปคความจุแบตเตอรี่ที่ 3500mAh และเป็น F Series รุ่นแรกที่ที่ใส่ระบบชาร์จเร็ว VOOC Flash charge ชาร์จแบตฯด้วยแรงดันไฟต่ำแต่รองรับกำลังไฟฟ้าสูง สนับสนุนการชาร์จไฟ 5V/4A ชาร์จเพียง 5 นาที สามารถคุยสายนานถึง 2 ชั่วโมง

ตัวเทคโนโลยี VOOC Flash Charge ได้รับการรับรองด้านความปลอดภัย โดยที่มี 5 ขั้นตอนการป้องกันตั้งแต่ตั้งแต่ตัวอะแดปเตอร์ไปจนถึงช่องเสียบชาร์จแบตเตอรี่และวงจรภายในตัวเครื่องสมาร์ทโฟน ทำให้สามารถเล่นเกมขณะชาร์จไฟได้โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเครื่องร้อน

ระบบปฏิบัติการเป็น ColorOS 5.2 รันบนพื้นฐานของ Android 8.1 Oreo หน้าตา UI เรียบง่าย มีธีมสวยๆให้เลือกปรับเปลี่ยนได้ และมาพร้อมสารพัดฟีเจอร์ให้เลือกใช้งานทั้ง Phone Manager เครื่องมือสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่องโดยเฉพาะ

Split-Screen สำหรับแบ่งหน้าจอ เพื่อให้ใช้งานได้พร้อมกัน 2 แอปพลิเคชัน รวมทั้งรองรับ App Clone ผู้ใช้สามารถโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน Facebook หรือ Line เพื่อให้เปิดใช้งาน 2 บัญชีได้ในเครื่องเดียว

สำหรับสายเกมก็มีฟีเจอร์ Game Space ที่สามารถเข้ามาตั้งค่าจัดการประสิทธิภาพของเครื่องให้เหมาะสำหรับการเล่นเกม รวมถึงจัดการกับสายเรียกเข้า หรือการแจ้งเตือนต่างๆ เพื่อไม่ให้มาขัดจังหวะขณะกำลังเล่น

จากการทดลองเล่นเกมยอดนิยมไม่ว่าจะเป็น PUBG หรือ ROV ก็พบว่า OPPO F9 สามารถให้กำลังในการประมวลผลในระดับที่น่าพอใจไม่ว่าจะเป็น ROV ที่ระดับเฟรมเรทจะอยู่ที่ 30fps ขณะที่ PUBG เองตัวกราฟฟิกจะอยู่ที่กลางๆ เปิดสูงสุดได้ที่โหมด HD-Hight เล่นกันลื่นๆไม่สะดุด

เรื่องของระบบรักษาความปลอดภัยในตัว OPPO F9 ก็มีทั้งระบบสแกนลายนิ้วมือ และระบบสแกนใบหน้าให้ใช้งาน

เรื่องเซ็นเซอร์ต่างๆจากการสำรวจด้วย Sensor Box ก็พบทั้ง

  • Accelerometer Sensor : เซ็นเซอร์จับลักษณะการเคลื่อนไหวของสมาร์ทโฟน การเอียงเครื่อง
  • Light Sensor : เซ็นเซอร์วัดสภาพแสง เพื่อปรับการแสดงผลหน้าจอ
  • Orientation Sensor : เซ็นเซอร์ปรับมุมมองหน้าจอ
  • Proximity Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับเครื่องสมาร์ทโฟน
  • Gyroscope Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับลักษณะการหมุนของสมาร์ทโฟน
  • Sound Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับเสียง
  • Magnetic Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เข็มทิศดิจิตอล)

มาถึงคะแนนในการประมวลผลแพลตฟอร์ม Benchmark ก็ได้ผลลัพท์ดังนี้

  • PCMark for Android (Work 2.0) = 7902 คะแนน

  • Geekbench 4 Pro Single-core : 1405  คะแนน/ Multi-core : 5432  คะแนน

  • AuTuTu Benchmark v7.1.0 = 137301 คะแนน

มาถึงการถ่ายภาพ OPPO ก็ยังคงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีของกล้องเริ่มจากตัวกล้องหลังที่เป็นเลนส์คู่ความละเอียด 16+2 ล้านพิกเซล ให้รูรับแสงกว้างสูงสุด f/1.8 และ f/2.4 มีไฟแฟลช LED ใช้ระบบออโต้โฟกัส มีกันสั่นแบบ EIS (Electronic image stabilization) และแน่นอนว่ามาพร้อมกับเทคโนโลยี AI Scence Recognition ใช้ความสามารถของ AI ในการปรับแต่งค่าต่างๆของตัวกล้อง เพื่อให้เหมาะสมกับการถ่ายภาพของสถานการณ์นั้นๆ แบบอัตโนมัติ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ถึง 16 ฉาก นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้การถ่ายภาพให้ออกมาถูกใจทำได้ง่ายมากขึ้น

นอกจาก AI Scence Recognition ในตัวโหมด Portrait ก็ยังมีฟีเจอร์ Artistic portrait mode ซึ่งเป็นระบบที่ถูกคิดค้นและทดสอบด้วยเทคนิคแสงแบบ 3D lighting ใช้ระบบอัลกอริทึมประมวลผลใบหน้าและทำการจำลองจัดแสงไฟเหมือนเราถ่ายอยู่ในสตูดิโอ ซึ่งก็มีให้เลือกทั้งหมด 5 แบบ ได้แก่ Natural light, Rim light, Tone light, Film light และ Bi-color light ขณะที่ตัว Pro Mode สามารถปรับแต่งได้ทั้ง White Balance (2000-9000k), EV (+-3), ISO (100-3200), Shutter Speed (1/8000s-16s) และระยะ Focus

มาถึงเรื่องของกล้องหน้า OPPO ก็ยังเป็นตัวท็อปของวงการเซลฟี่โดยที่รุ่นนี้มีกล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/2.0 และที่เป็นไฮไลท์คือการใส่เซ็นเซอร์ HDR เข้ามา ทำให้กล้องหน้าของ OPPO F9 สามารถแสดงผลภาพถ่ายแบบ HDR ได้แบบเรียลไทม์ และมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าตัว HDR ที่ใช้เฉพาะซอฟท์แวร์

ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI Beauty 2.1 ใน F9 ก็มีให้ใช้งาน ซึ่งระบบ AI สามารถปรับแต่งใบหน้าของผู้ใช้ให้สวยงามเป็นธรรมชาติและวิเคราะห์ส่วนต่างๆ บนใบหน้าผู้ใช้งานมากกว่า 296 จุด ซึ่งจะมีการปรับแต่งกันนอกเหนือจากโซนของใบหน้า และปรับแต่งใบหน้าของผู้ใช้ได้ตามลักษณะเพศ, อายุ, สีผิว และผิวพรรณ โดยรองรับการปรับแต่งใบหน้าได้สูงสุดถึง 4 คนในเฟรมเดียว

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Bokeh Effect การถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอ, โหมด AR Sticker เพิ่มลูกเล่นในการถ่ายภาพ และ Super Vivid Mode การเร่งสีของภาพให้สดขึ้น ลดปัญหาสีดูตุ่น ซึ่งทำให้ภาพดูหม่นไม่เคลียร์ ซึ่งจะเห็นผลได้ชัดมากเวลาถ่ายตอนกลางคืน หรือในที่แสงน้อย

เมื่อถ่ายเสร็จแล้วรูปภาพก็จะถูกจัดเก็บในอัลบัม AI Album สามารถแยกในแต่ละประเภทอัตโนมัติ เช่นแยกตามบุคคลในรูปถ่าย, แยกตามสถานที่ โดยตัวอัลบั้มยังทำการรวบรวมภาพถ่ายในช่วงเวลาแปลงเป็นวิดีโอให้เราโดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างภาพจากกล้องของ OPPO F9

ปัจจุบัน OPPO F9 ก็มีวางจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อยในราคา 10,990 บาท มากันครบทั้ง 3 สี ไม่ว่าจะเป็น สีแดง (Sunrise Red) กับ สีน้ำเงิน (Twilight Blue) ที่มีดีไซน์ฝาหลังเล่นแสงไฟเป็นลายกลีบดอกไม้ รวมถึง ม่วงประกายดาว (Starry Purple) ที่เพิ่งเปิดตัวในงาน TME2018 ไป ท่านใดที่สนใจ ก็สามารถแวะเวียนไปทดลองใช้งานเบื้องต้นที่ OPPO Brand Shop และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายใกล้ได้บ้านครับ