[Review] Samsung Galaxy J4+ / Galaxy J6+ มือถือสายบันเทิงจอใหญ่ ราคาน่ารัก

วางจำหน่ายในไทยกันเป็นที่เรียบร้อยสำหรับสมาร์ทโฟนน้องใหม่ วัยใส ของตระกูล Galaxy J อย่าง Samsung Galaxy J4+ และ Samsung Galaxy J6+ ที่นำเสนอความเป็นสมาร์ทโฟนเพื่อคอเอ็นเตอร์เทนเมนท์ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ ในราคาที่จับต้องได้ ส่วนสเปคจะเป็นอย่างไร มีอะไรที่น่าสนใจบ้างเชิญชม

สเปค Samsung Galaxy J4+ / Galaxy J6+

สเปค Galaxy J4+ Galaxy J6+
ขนาด 161.4 x 76.9 x 7.9 มม. 161.4 x 76.9 x 7.9 มม.
น้ำหนัก 178กรัม 178กรัม
หน้าจอ (พิกเซล) IPS LCD 6.0 นิ้ว ความละเอียด 1480 x 720 (HD+) อัตราส่วนแสดงผล 18.5:9 IPS LCD 6.0 นิ้ว ความละเอียด 1480 x 720 (HD+) อัตราส่วนแสดงผล 18.5:9
CPU Snapdragon 425  (Quad-core 1.4 GHz Cortex-A53) Snapdragon 425  (Quad-core 1.4 GHz Cortex-A53)
GPU Adreno 308 Adreno 308
RAM  2GB 4GB
ROM 16GB 64GB
microSD Card ↑512GB ↑512GB
กล้องหลัง เลนส์เดี่ยว 13 ล้านพิกเซล AF รูรับแสง f/1.9 แฟลช LED รองรับวีดีโอ FHD (1920 x 1080) @30fps  เลนส์คู่ 13 ล้านพิกเซล AF รูรับแสง f/1.9 + 5 ล้านพิกเซล f/2.2 แฟลช LED รองรับวีดีโอ FHD (1920 x 1080) มี Live Focus+Art Bokeh
กล้องหน้า  5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 แฟลช LED มีฟีเจอร์ 3-Step Lighting และ Selfie Focus 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.9 แฟลช LED มีฟีเจอร์ 3-Step Lighting และ Selfie Focus
ฟีเจอร์พิเศษ Bixby Home/ระบบเสียง Dolby Atmos / สแกนใบหน้า Bixby Home/ระบบเสียง Dolby Atmos/มีสแกนลายนิ้วมือ และสแกนใบหน้า
รันกับ Android เวอร์ชั่น Android 8.1 Oreo (Samsung Experience 9.5.0) Android 8.1 Oreo (Samsung Experience 9.5.0)
แบตเตอรี่ 3300mAh ชาร์จผ่านพอร์ต microUSB 2.0 3300mAh ชาร์จผ่านพอร์ต microUSB 2.0
รองรับสัญญาน 2G GSM/ 3G WCDMA/ 4G LTE FDD/4G LTE TDD 2G GSM/ 3G WCDMA/ 4G LTE FDD/ 4G LTE TDD
เทคโนโลยีระบุตำแหน่ง GPS/Glonass/Beidou GPS/Glonass/Beidou
สนับสนุนการเชื่อมต่อ Bluetooth 4.2/Wi-Fi 802.11 b/g/n 2.4GHz Bluetooth 4.2/Wi-Fi 802.11 b/g/n 2.4GHz
สีที่วางขาย ชมพู/ดำ/ทอง แดง/เทา/ดำ
ราคาเปิดตัว 4690 บาท 7990 บาท

องค์ประกอบของ Samsung Galaxy J4+ กับ Galaxy J6+ เรียกว่าไม่ต่างกันมากทั้งขนาดและน้ำหนักเครื่องที่ต่อให้เป็นรุ่นจอใหญ่ แต่ก็ยังถือได้ถนัดด้วยสัดส่วน 161.4 x 76.9 x 7.9 มม. หนัก 178 กรัม วัสดุที่ทั้งสองรุ่นนี้เลือกใช้ก็มีความหรูดูแพงมากขึ้นโดยใช้บอดี้ผิวกระจก (Glossy Design) โดยสีอยู่ในมือตอนนี้รุ่น Galaxy J4+ เป็นสีทอง ขณะที่ Galaxy J6+ ที่ได้มาเป็นสีดำ

ตัวหน้าจอทั้งคู่ดีไซน์เหมือนกันคือไร้ปุ่มโฮมแบบ Infinity Display ใช้แผงจอสัมผัส IPS LCD ขนาด 6.0 นิ้ว ความละเอียด 1480 x 720 พิกเซล (HD+) มีอัตราส่วนแสดงผล 18.5:9 และมีสัดส่วนพื้นที่แสดงผลเมื่อเทียบกับขนาดเครื่องที่ 73.6% รองรับ Multi-Touch ได้ 5 จุดพร้อมกัน

ขอบบนของจอจะเป็นพื้นของแฟลช LED, ลำโพงสนทนา, เซ็นเซอร์ และ กล้องหน้า ขอบด้านล่างปล่อยว่างตัวแถบ Navigation Bar สำหรับ Back, Home และ Recent App ใช้เป็นแบบสัมผัสบนจอ

พลิกมาด้านหลังตำแหน่งการจัดวางกล้องหลักของทั้งสองรุ่นจะเหมือนกันคืออยู่กลางหลังเครื่อง โดยที่ตัว Galaxy J6+ จะเป็นกล้องคู่แนวตั้ง มีแฟลช LED อยู่ฝั่งขวา

สิ่งที่ Galaxy J6+ แตกต่างจากตัว Galaxy J6 คือตำแหน่งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ครั้งนี้ย้ายมาอยู่ทางขอบเครื่องฝั่งขวา ตำแหน่งเดียวกันกับปุ่ม เปิด-ปิด ซึ่งอยู่ใต้ช่องลำโพง ขณะที่รุ่น J4+ จะไม่มีฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือ แต่การจัดวางปุ่ม เปิด-ปิด กับช่องลำโพงทำมาเหมือนกัน

 

ขอบเครื่องฝั่งซ้ายด้านบนเป็นปุ่มปรับระดับเสียง ส่วนช่วงล่างเป็นช่องใส่ซิมที่ทั้ง Galaxy J4+ และ Galaxy J6+ ทำมาเหมือนกันคือเป็นแบ่งเป็นช่องสำหรับใส่ซิม 1 กับช่องใส่ซิมที่ 2 และหน่วยความจำเสริมชนิด microSD ส่วนขอบด้านล่างเป็นช่องเสียบหูฟัง 3.5มม. กับพอร์ต microUSB มีช่องไมโครโฟนอยู่ด้านข้าง

หน่วยประมวลผลของทั้งสองรุ่นให้มาเหมือนกันใช้ชิปเซตของ Qualcomm รุ่น Snapdragon 425 โดยที่ชิปตัวนี้ออกแบบมาเพื่อใช้กับสมาร์ทโฟนระดับกลางถูกสร้างบนสถาปัตยกรรมขนาด 28 นาโนเมตร ที่ประกอบไปด้วย Cortext-A53 ที่ความเร็ว 1.4GGHz จำนวน 4 แกน ส่วนตัวประมวลผลกราฟฟิกคือ Adreno 308

รุ่น Galaxy J4+ ใช้สเปค RAM 2GB+ROM 16GB ขณะที่ Galaxy J6+ จะเหนือกว่าหน่อยโดยใช้ RAM 4GB+ROM 64GB แต่ถ้าคิดว่าหน่วยความจำที่ให้มายังน้อยไปก็สามารถใส่ microSD Card เพิ่มได้สูงสุด 512GB ขณะที่แบตเตอรี่ให้มาเท่ากัน 3,300mAh รองรับการโทรแบบต่อเนื่องได้นานสูงสุด 23 ชั่วโมง เล่นวีดีโอได้นานสูงสุด 15 ชั่วโมง และเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ LTE ได้นานสูงสุด 16 ชั่วโมง

มาที่ระบบปฏิบัติการทั้งสองรุ่นแกะกล่องมาพร้อมกับ Android 8.1 Oreo คลุมทับด้วย Samsung Experience 9.5.0 เรื่องของฟีเจอร์การใช้งานที่เป็นพื้นฐานก็มีให้ทั้ง

  • Secure Folder : ระบบรักษาความปลอดภัย ด้วยการ เข้ารหัสข้อมูล และแยกพื้นจัดเก็บข้อมูล
  • Multi-window : แบ่งการทำงานเป็นสองหน้าจอ
  • App Pair  : จับคู่แอปที่ใช้งานบ่อยๆไว้บนหน้าจอหลักเพื่อให้เปิดแสดงผลพร้อมกันได้สองหน้าจอ เช่น เปิดวีดีโอ และแชทพร้อมกัน
  • Dual Message : เชื่อมต่อบัญชีสังคมออนไลน์ได้ 2 แอคเคาท์ในเครื่องเดียว
  • Bixby Home : หน้าต่างแบบพิเศษที่จะรวบร่วมข้อมูลจากตัวแอปฯ และผู้ให้บริการต่างๆมาไว้ในหน้าเดียว
  • Game Launcher : แอปฯจัดระเบียบเกมที่มีในเครื่องมาไว้ในที่เดียวกัน พร้อมด้วยเครื่องมือปรับแต่งประสิทธิภาพของเครื่อง และฟีเจอร์สำหรับการเล่นเกม

แน่นอนว่านอกจากแอปฯเซอร์วิสต่างๆที่เป็นของ Samsung กับ Google ที่ติดมากับเครื่องแล้ว ทั้ง Galaxy J4+ และ Galaxy J6+ ก็ยังเอาใจโอตะไทยด้วยแอปฯ BNK48 ที่อัดแน่นไปด้วยคอนเทนต์พิเศษจากทาง BNK48 ไม่ว่าจะเป็น Wallpapers, Theme หรือ Ringtone ที่เลือกโหลดมาแต่งเครื่อง

สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยตัว Galaxy J6+ จะจัดเต็มกว่าเพราะมีทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้ว และการปลดล็อคด้วยใบหน้า ทำงานร่วมกันกับระบบ Pattern กับ Pin Lock ขณะที่ตัว J4+ จะตัดเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือออกไป

ตัวเซ็นเซอร์ตามที่เปิดดูด้วยแอปฯ Sensor Box ทั้งสองรุ่นก็มีความต่างกันโดยที่ตัว Galaxy J6+ จะมีทั้ง

  • Accelerometer Sensor : เซ็นเซอร์จับลักษณะการเคลื่อนไหวของสมาร์ทโฟน การเอียงเครื่อง
  • Light Sensor : เซ็นเซอร์วัดสภาพแสง เพื่อปรับการแสดงผลหน้าจอ
  • Orientation Sensor : เซ็นเซอร์ปรับมุมมองหน้าจอ
  • Proximity Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับเครื่องสมาร์ทโฟน
  • Gyroscope Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับลักษณะการหมุนของสมาร์ทโฟน
  • Sound Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับเสียง
  • Magnetic Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เข็มทิศดิจิตอล)

ขณะที่ J4+ จะมีแค่ Accelerometer Sensor, Light Sensor, Proximity Sensor กับ Sound Sensor

Galaxy J4+

ด้านคะแนนการทดสอบบนแพลตฟอร์ม Benchmark ของแต่ละรุ่นได้ผลลัพท์ดังนี้

Benchmark Galaxy J4+ Galaxy J6+
PCMark for Android (Work 2.0) 3198  3260
Geekbench 4 Single-Core = 643 / Multi-Core = 1763    Single-Core =  644  / Multi-Core = 1754
AuTuTu Benchmark v7.0.7 41168 42367

Samsung Galaxy J4+

Samsung Galaxy J6+

ทั้ง Galaxy J4+ และ Galaxy J6+ ค่อนข้างตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปอย่างการเล่นโซเชียล ดูหนัง ฟังเพลง ขณะที่การเล่นเกมเหมือนจะยังไม่โดดเด่นหนักไม่ว่าจะเป็น ROV หรือ PUBG Mobile ที่ไม่สามารถเปิดโหมดเฟรมเรทสูงได้ ซึ่งตัว Galaxy J6+ ที่มีสเปค RAM ที่สูงกว่าก็สามารถเล่นได้ลื่นไหลกว่าเมื่อเทียบกับ J4+

ด้านการถ่ายภาพด้วยโหมดกล้องต่างๆก็มีมาให้คล้ายๆกันโดยที่ Galaxy J4+ ใช้เลนส์เดี่ยว 13 ล้านพิกเซล ระบบออโต้โฟกัส รูรับแสง กว้างสูงสุด f/1.9 มี แฟลช LED และรองรับวีดีโอความละเอียดสูงสุด FHD (1920 x 1080) @30fps ขณะที่ Galaxy J6+ ใช้เลนส์คู่ 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.9 ทำงานร่วมกับกล้อง 5 ล้านพิกเซล f/2.2 มีระบบออโต้โฟกัส ติดแฟลช LED รองรับวีดีโอ FHD (1920 x 1080)

Galaxy J4+

Galaxy J6+

สำหรับโหมดการถ่ายภาพด้วยกล้องหลังมีมาไม่ต่างกันมากไม่ว่าจะเป็น Panorama, Continuous shot, HDR, Night, Sport, Beauty ที่ปรับแต่งสีผิว ใบหน้า กับ ดวงตา ได้ 8 ระดับ และโหมด Pro (EV+-2 / ISO 100-800/ WB) โดยที่ J6+ ที่มีกล้องคู่ก็จะเพิ่มโหมดหน้าชัดหลังเบลอ Live Focus ที่มีลูกเล่น Art Bokeh ให้ปรับแต่งลายโบเก้หลังการถ่ายได้

มาที่กล้องหน้าก็ทั้งคู่มีเหมือนกันคือโหมด Stamp, Wide Selfie, โหมด Sticker และ Selfie Focus อีกทั้งยังมีแฟลช LED ที่มาพร้อมฟีเจอร์ 3-Step Lighting ปรับระดับความแรงของแฟลชได้ 3 ระดับ โดยสิ่งที่แตกต่างกันคือเรื่องความละเอียดของกล้องที่รุ่น Galaxy J4+ ใช้ 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 ส่วน Galaxy J6+ ใช้ 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.9

ตัวอย่างภาพ Samsung Galaxy J4+

ตัวอย่างภาพ Samsung Galaxy J6+

จากภาพรวม Samsung Galaxy J4+ กับ Galaxy J6+ นับว่ามีความคล้ายกันหลายๆด้าน และมีจุดที่ต่างกันอย่างเรื่องกล้องหรือกำลังประมวลผล โดยที่ทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่ความต้องการของผู้ใช้ว่ากำลังมองหาอะไร หากต้องการแค่สมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ สำหรับเล่นโซเชียล ดูวีดีโอ ให้การแสดงผลด้านเสียงผ่านหูฟังที่มีคุณภาพด้วยเทคโนโลยี Dolby Atmos ตัวรุ่น J4+ ที่เปิดราคามาที่ 4,690 บาทก็นับว่าเพียงพอต่อความต้องการ

ถ้าอยากได้สเปคที่อัพเกรดขึ้นเพื่อประสบการณ์เล่นเกมที่ดีกว่าเดิม รวมถึงมีลูกเล่นกล้องหลังคู่ และระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือในราคาที่จับต้องได้ ตัว Galaxy J6+ กับราคา 7990 บาท ก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลว ใครที่สนใจก็สามารถไปลองจับลองเล่นทั้งสองรุ่นได้แล้ววันนี้ที่ศูนย์ Samsung Brand Shop หรือจะเป็นตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ